logo

ณัฏฐ์ โดย Nutt Krait

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

เหล็กไหล


ข้อมูลเรื่องเหล็กไหล
 เหล็กไหลเป็นโลหะธาตุที่มีความลี้ลับพิสดาร แปลกประหลาดมหัศจรรย์แตกต่างไปจากโลหะธาตุทั้งปวง จึงได้ถูกจัดอยู่ในฐานะ “ธาตุกายสิทธิ์” ที่มีชีวิตจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นไปตามวิบากของกฎแห่งกรรม ที่บันดาลให้วิญญาณในสังสารวัฏมาปฏิสนธิ ในสภาวะที่เป็นโลหะธาตุที่ศักดิ์สิทธิ์มี อิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติทั่วไป

ดังนั้น เหล็กไหล” จึงถือเสมือนหนึ่งเป็น “สัตว์โลกที่มีชีวิต” เผ่าพันธุ์หนึ่งในโลก เพราะเหล็กไหลมีทั้งตัวผู้และตัวเมีย สามารถเคลื่อนไหวได้ เสพบริโภคน้ำผึ้งเป็นอาหาร มีการขับถ่ายออกมาได้ ซึ่งเรียกกันว่า ขี้เหล็กไหล” นอกจากนี้ยังสามารถเสพกามได้ แต่เป็นการเสพกามกันทางกระแสจิตวิญญาณ เพราะเพียงแต่มีความรู้สึกใคร่ในกามารมณ์ ก็สามารถบรรลุจุดสุดยอดได้ในทันที โดยไม่ ต้องมีการถูกต้องสัมผัสกัน และชอบพักผ่อนหลับนอนในสถานที่สงบตามถ้ำ

เหล็กไหลจึงจัดเป็นสัตว์ที่ประเสริฐเผ่าพันธุ์หนึ่งของโลก จัดอยู่ในจำพวกเทพ แต่เป็นเทพที่ มาชดใช้วิบากกรรมในโลกมนุษย์ ดังนั้นจึงทำให้มีพวก ยักษ์ คนธรรพ์ ครุฑ นาค คอยให้ความอารักขาอีกทีหนึ่ง เหล็กไหลจึงมีถิ่นกำเนิด และบารมีที่แตกต่างกันไป ตามเผ่าพันธุ์และวรรณะ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ และสมมุติเรียกหาเพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้นเท่านั้น เช่น

1.เหล็กไหลโกฏิปี เป็นเหล็กไหลที่หาได้ยากมาก สีปีกแมลงทับ จะออกเขียวเข้มหรือฟ้าสดใส หรือเปลี่ยนเป็นสีท้องปลาไหล เป็นเงามันวาวเนียนละเอียด เพราะถ้าเคยเห็นปีกแมลงทับ คงจะสังเกตเห็นสีสันดังกล่าวที่ประกอบไปด้วยสีสองสี สวยงาม ชอบอยู่ในถ้ำที่ลี้ลับลึกลับและสงบวิเวก เพื่อบำเพ็ญฌานเหมือนฤาษีที่มีอายุยืนหมื่น ๆ ปี มีความเย็นเหมือนน้ำในฤดูหนาว กล่าวกันว่าเป็นเหล็กไหลที่เกิดจากมหาฤาษีในยุคต้น ๆ เป็นผู้สร้างไว้มีอำนาจทำลายอาถรรพณ์เวทย์ทุกชนิดให้สูญสิ้นเป็นสุญญตา ใครฝังติดตัวไว้รับรองไม่มีตายโหง ซ้ำยังเรียกเงินเรียกทองให้ไหลมาเนืองนอง เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี มีเสน่ห์ เมตตามหานิยม เข้าไปในสถานที่ใดมีแต่คนชอบรักใคร่ นอกจากนี้ยังป้องกันคุณไสยที่เขาทำมา ให้ตี กลับไปหาผู้ทำถึงชักดิ้นชักงอตายเอาง่าย ๆ ชอบดูดกินน้ำผึ้งและเล่นกับไฟ ล่องหนหายตัวได้ ใครได้ครอบครองจะมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี ถ้าบำเพ็ญฌาณ เช่น ฤาษี มุณี ที่ชอบบำเพ็ญธรรมอยู่ในป่า จะทำให้อายุ ยืนถึงหมื่นปี โกฏิปี

2.เหล็กไหลไพร เป็นเหล็กไหลที่พอหาได้โดยไม่ยากลำบาก สีดำสนิทหรือเทาดำ เนื้อค่อนข้างหยาบไม่มันวาว ยืดได้หดได้ ชอบเล่นกับไฟ แต่ถ้าทำหลุดมือตกลงสู่พื้นดินจะหายวับไปทันที คล้ายกับปรอทสำเร็จที่ถูกพวกยักษ์หรือคนธรรพ์ผู้รักษาช่วงชิงกลับไป ดีเด่นทางเมตตาโชคลาภ แคล้วคลาดกันภัย เกิดจากเทพในระดับต่ำลงมาใช้กรรม มีทั้งที่ แม่เหล็กดูดติดและแม่เหล็กดูดไม่ติด ขึ้นอยู่กับถิ่นกำเนิดและแร่ธาตุ ในบริเวณดังกล่าว ถ้ามีธาตุเหล็กมาก ก็จะติดแม่เหล็ก

 3.เหล็กไหลเงินยวง เป็นเหล็กไหลที่หาได้ค่อนข้างยาก สีขาวขุ่นเป็นมันเลื่อม สีเหมือนเงินยวง พบได้ตามถ้ำที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น มีคุณธรรมทางด้านเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี แคล้วคลาดและล่องหนหายตัวได้ ชอบช่วยเหลือผู้ปฏิบัติธรรม หรือดลจิตดลใจของผู้ครอบครองเหล็กไหลนี้ตั้งมั่นอยู่ในการสร้างบุญกุศล เกิดจากเทพในระดับ อรูปฌาณ” ที่มีบารมีธรรมสูงเป็นผู้ครอบครองเหล็กไหลประเภทนี้ มักจะอยู่ในครอบครองของพวกนักบวชต่าง ๆ

4.โคตรเหล็กไหล (เหล็กไหลงอกหรือเหล็กทรหด) เป็นเหล็กไหลที่มีปรากฏอยู่ค่อนข้างมาก สีดำสนิทเป็นมันเลื่อมเมื่อกระทบแสงสว่าง ผิวค่อนข้างละเอียด แม่เหล็กดูดไม่ติดพบเห็นได้ตามถ้ำที่ ลึกลับ  เกิดจากเทพที่มาใช้วิบากกรรมในโลกนี้  จึงมีพวกเทพที่เป็นยักษ์ หรือ คนธรรพ์คอยให้ความอารักขา  ไม่ยืดหรือหดได้อีก แม่เหล็กดูดไม่ติด แต่ชอบกินน้ำผึ้ง สามารถงอกโตขึ้นเอง บางทีหากเจ้าของบูชาให้ดี จะเปลี่ยนเป็นสีดำอมเขียว ไปจนถึงเป็นสี รุ้ง ๗ สี  ดีทั้งเมตตา โชคลาภ แคล้วคลาดกันภัย มหาอุด  คงกระพันถอนพิษสัตว์เขี้ยวงาต่าง ๆ งอกขึ้นอยู่ตามพื้นถ้ำและผนังถ้ำที่มีความชื้นและเย็นพอสมควร สามารถนำมาแกะหรือเจียรนัยเป็นเครื่องรางหรือรูปวัตถุ มงคลตามต้องการ

5.เหล็กไหลย้อย  เป็นเหล็กไหลที่ปรากฏอยู่ค่อนข้างมาก สีออกดำหรือเทาดำ ด้านไม่มีแวว เปราะและกรอบเหมือนเหล็กผุ  เป็นเหล็กไหลที่ตายซากแล้ว  ไหลย้อยอยู่ในซอกถ้ำที่ลี้ลับ ลักษณะแข็งกรอบ ยาวเป็นศอกเป็นคืบเป็นวา ไม่ยืดหรือหดได้อีก ไม่กินน้ำผึ้ง แม่เหล็กไม่ดูด เกิดจากได้มีการเคลื่อนย้ายแหล่งหาน้ำผึ้งไปในสถานที่ ใหม่ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปมาก ธาตุขันธ์เดิมจึงถูกทิ้งไว้ เหมือนไม่มี ชีวิตจิตวิญญาณ คือเหลือแต่ซากนั่นเอง บางทีมีอสูรกายชอบถือโอกาสเข้าแอบแฝงอาศัยอยู่ เกจิอาจารย์ที่มีกฤตยาคมสูงสำเร็จอัปปนาสมาธิพลังจิตแก่กล้า มักจะนำมาปลุกเสกให้เกิดอานุภาพ เมตตามหานิยม แคล้วคลาดคงกระพัน จนถึงมหาอุดเลยที เดียว แต่ถ้านำมาหลอมละลายด้วยไฟอาคมจะกลายเป็นของเหลวสีดำมันวาวเหมือนนิล หล่อหลอมเป็นพระพุทธรูป เครื่องรางต่าง ๆ ได้ดี มี อานุภาพทางโชคลาภ แคล้วคลาดคงกระพันชาตรี ทำลายอาถรรพณ์ทุกชนิด หากบูชาให้ดีจะเปลี่ยนเป็นสีต่าง ๆ ได้หลายสีตามบารมีของผู้บูชา

6.เหล็กไหลเพลิง เป็นเหล็กไหลที่พอหาได้ไม่ยาก พบอยู่ในถ้ำต่าง ๆ หลายแห่ง ฝังตัวเองอยู่ตามเพดานและผนังถ้ำที่มีลักษณะเหมือนผงฝุ่นละเอียด ออกสีแดงหรือน้ำตาล องค์ขนาดเมล็ดถั่วเขียวหรือใหญ่กว่า หากลองอธิษฐานจิตจับดูจะรู้สึกว่าร้อนเหมือนไฟ เชื่อว่าสามารถแสดงภาพมายาหลอกหลอน ทำให้ศัตรูตกใจกลัวได้

7.เหล็กไหลตาน้ำ เป็นเหล็กไหลที่หาได้ยาก มีรูปพรรณสัณฐานสีเขียวปนดำเป็นมันด้าน ลักษณะทรงกลมหรือรูปหยดน้ำ ขนาดเล็กกว่าถั่วเขียวเล็กน้อย ชอบเกาะอยู่ตามตาน้ำในซอกหินภายในถ้ำที่ลึกลับอาถรรพ์ การค้นหานอกจากวิชาอาคมแล้วยังต้องสังเกตตามตาน้ำที่ไหลผ่านบริเวณหินผาที่มีตะไคร่น้ำเกาะอยู่มาก ๆ ต้องค่อย ๆ เอามือแหวกหาดูจึงจะพบ

8.เหล็กไหลเศรษฐี เป็นเหล็กไหลที่หาได้ยากมาก อาศัยอยู่ภายในถ้ำใต้น้ำ มี ลักษณะเป็นผงเกล็ดสีดำเงามันระยิบระยับ เหมือนกับเพชรต้องแสงไฟ ไหลออกมาตามธารน้ำในฤดูน้ำหลาก เชื่อกันว่าเป็นของชาวบาดาล บันดาลโชคลาภให้แก่ผู้บูชา

9.เหล็กเปียก เป็นเหล็กไหลที่หาได้ยากมาก  รูปพรรณสัณฐาน สีขาวขุ่นเหมือนตะกั่ว นับเป็นโลหะธาตุที่มีเนื้อเปียกชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา คล้าย ๆ กับน้ำค้างจับเกาะ เข้าไปอยู่ในสถานที่ใดก็จะเกิดบรรยากาศเย็นสบาย ถ้าอยู่ใกล้ลูกปืนอาจทำให้กระสุนด้านเพราะการแผ่รังสีความเย็นของเหล็กเปียก สมัยโบราณนิยมใช้เหล็กเปียกประดับไว้ที่ ยอดพระเจดีย์ ป้องกันฟ้าผ่า มีอานุภาพทางหนังเหนียว คงกระพันอาวุธทุกชนิด

10.ขี้เหล็กไหล มักจะปรากฏอยู่ในถ้ำหรือบริเวณที่มีเหล็กไหล เหมือนกับมูลหรือการขับถ่ายของเสียจากเหล็กไหล ลักษณะเป็นก้อนกลม ๆ สี ออกดำบ้าง น้ำตาลบ้าง ไม่สามารถยืดได้หดได้ แม่เหล็กดูดไม่ติด หากครูบาอาจารย์ผู้ทรงฌาน ทำพิธีกรรมให้ถูกต้อง เฉกเช่นวัตถุ มงคลที่ถูกปลุกเสก ก็จะมีอานุภาพตามที่ ประสงค์

11.เหล็กไหลนาคราช หรือ เหล็กไหลบาดาล มักปรากฏอยู่ในลำแม่น้ำใหญ่ที่มีภูเขาสลับซับซ้อน เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำแยงซีเกียง แม่น้ำคงคา เป็นต้น เพราะต้นน้ำเหล่านี้มาจากภูเขาสูงที่ศักดิ์สิทธิ์ ลักษณะคล้ายก้อนหินมันเงาเป็นเลื่อม สีดำเหมือนนิล แม่เหล็กดูดติดเชื่อว่าป้องกันพิษสัตว์เขี้ยวงา แคล้วคลาด คงกระพัน

12.เพชรหน้าทั่ง จัดอยู่ในจำพวกธาตุกายสิทธิ์คล้ายเหล็กไหล พบได้ตามถ้ำบนเขาเจ็ดร้อยยอด จ.พัทลุง ลักษณะเป็นโลหะผลึก เหลี่ยม สีเหลืองนวลออกขาวคล้าย แสตนเลส” ฝังตัวอยู่ในก้อนหิน เล็กบ้างใหญ่ บ้าง บางคนเรียก เหล็กสายฟ้า” อยู่ในตระกูล อัญมณี” ประกอบด้วยธาตุที่เป็นทองคำและแร่เงินผสมอยู่ด้วยกัน สีจึงออกเหลืองนวลอมทอง อมเงิน และหากโดนปฏิกิริยาทางเคมีก็จะกลายเป็นสีทอง มีฤทธิ์อำนาจในตนเองด้วยจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในธาตุโลหะนั้น โบราณเชื่อกันว่า เพชรหน้าทั่ง เป็นธาตุกายสิทธิ์ที่จะทำให้ ผู้ที่เป็นเจ้าของเกิดความร่ำรวย มักจะอยู่ในเขตที่มีสายแร่ทองคำภายใต้ภูเขาลูกนั้น

13.เหล็กหลบ จัดอยู่ในประเภทธาตุกายสิทธิ์คล้ายเหล็กไหล พบได้ตามแม่น้ำสายสำคัญของประเทศ เกิดจากการหมุนวนของแม่น้ำที่พัดพาเอาแร่ธาตุต่าง ๆ มารวมกันทับทมทวีจนเกิดการจับตัวเป็นก้อนกลม สีดำเป็นมัน สีเขียวอมดำ สีเปลือกมังคุดหรือน้ำตาลไหม้ สีทองดอกบวบ ไม่ชอบเล่นไฟหรือกินน้ำผึ้ง ปืนยิงออกแต่ไม่ถูก เด่นทางแคล้วคลาดกันภัยจากอันตรายรอบด้าน เช่น มีดรุมแทงก็จะไม่ถูก รังสีเหล็กหลบจะทำให้แฉลบออกไป หรือพกเหล็กหลบเข้าใต้ต้นพุดทรา แล้วเขย่าให้ลูกหล่นลงมา ก็จะไม่ถูกตัว

14.สะเก็ดดาว เหล็กไหลจากต่างดาว เชื่อกันว่ามีพลังมหัศจรรย์หลายอย่างแฝงอยู่ ในอุกกามณี เกิดจากการระเบิดของดวงดาวจากนอกโลกที่ผ่านบรรยากาศแล้วเกิดการลุกไหม้ก่อนตกลง สู่พื้นโลก มีขนาดตั้งแต่ขนาดก้อนกรวด จนใหญ่ขนาดก้อนหิน 10 กิโลกรัม ไม่กินน้ำผึ้ง หรือชอบเล่นไฟ แต่ดีเด่นทั้งด้าน เมตตา โชคลาภ แคล้วคลาด กันภัย

15.แก่นไม้หิน จัดอยู่ในตระกูล "พญาเหล็ก" คือไม้กลายเป็นหิน ฝรั่งเรียกว่า ฟอสซิล” จัดอยู่ในลูกหลานว่านเครือของเหล็กไหล เชื่อกันว่าเป็นที่ลงทัณฑ์ เหล่าอสูรเทพที่ดุร้าย เหมือนการ เข้ากรรม” เสวยกรรมในโลกมนุษย์ เพื่อไถ่บาป พุทธันดร มีตบะเดชะทางด้านมหาอำนาจ แคล้วคลาดกันภัย เมตตาโชคลาภ กันพิษ

16.ข้าวตอกพระร่วง จัดอยู่ในตระกูล พญาเหล็ก” ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นผลึกรูปสี่เหลี่ยมเล็กใหญ่คล้ายโลหะสีน้ำตาลฝังตัวอยู่ใต้พื้นดินในเขต จังหวัดสุโขทัย ถ้านำมาขัดก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำเหมือนนิลแวววาว ตามตำนานที่เล่าขานสืบทอดกันมาแต่ยุคสุโขทัย เมื่อพระร่วงเจ้าได้ออกผนวชในวันใส่บาตรเทโว บนลานวัดเขาพระบาทใหญ่ เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ท่านได้โปรยข้าวที่เหลือจากก้นบาตรลงบนลานวัด แล้วอธิษฐานว่า ให้ข้าวตอกดอกไม้นี้กลายเป็นหินชนิดหนึ่ง และมีอายุยืนนานชั่วลูกชั่วหลาน เมื่อใครได้บูชาบนหิ้งพระหรือพกติดตัวก็จะอยู่ดีมีสุขและเจริญด้วยโภคทรัพย์นานาประการ ใช้ฝนน้ำมะนาวถอนพิษสัตว์เขี้ยวงาทุกชนิด อมไว้ในปากทำให้ชุ่มชื่นคอ



รู ป ท ร ง ข อ ง เ ห ล็ ก ไ ห ล

เหล็กไหลย่อมมีรูปทรงพรรณสัณฐานที่แตกต่างกันไปตามจริตและความพึงพอใจของผู้รักษา แต่เท่าที่พบเห็นและเล่าสืบทอดกันมาแต่โบราณ พอจะประมวลได้ดังนี้

1. กลมแบน................ 5. ดอกบัวตูม.............. 9. แคปซูลยา
2. ผลองุ่น ..................6. งาช้าง.................. 10. เต่า
3. ฟักเขียว................. 7. ลักบี้ ....................11. จาวตาล
4. กลมแบบลูกบอล....... 8. หยดน้ำ

สี สั น ข อ ง เ ห ล็ ก ไ ห ล

ดังที่ได้เคยกล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า สีสันของเหล็กไหลนั้นจะบ่งบอกถึงบุญบารมีของกายทิพย์เดิมหรือผู้รักษาเหล็กไหล ซึ่งเป็นผู้ที่มีบารมีจากภพภูมิที่แตกต่างกันไป ซึ่งอาจจะเป็น พรหม ฤาษี เทวดา คนธรรพ์ เพชรพญาธร ยักษ์ ที่เข้าไปจับจองเป็นเจ้าของ ทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์ในขั้น ล่องหนหายตัว ยืดหดเองได้ สีสันต่าง ๆ ที่พบเห็นบ่อยนั้นได้แก่

1.สีเขียวปีกแมลงทับ หรือ เขียวมรกต
2.สีเขียวตองอ่อน
3.สีน้ำตาลอ่อนหรือท้องปลาไหล
4.สีเปลือกมังคุด หรือ สีน้ำตาลไหม้
5.สีเงินยวง หรือ สีขาวเงินในเบ้าหลอม
6.สีทองลูกบวบ
7.สีนิลดำสนิทแวววาว
8.สีลูกหว้า หรือ ม่วงเข้ม

ดังนั้น สีสันของเหล็กไหลอาจแปรเปลี่ยนได้ตามกาลเวลา เพราะเหล็กไหลเมื่อได้กระจัดกระจายไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของโลก ซึ่งมักจะเป็นสถานที่สงบ อากาศเย็นชุ่มชื้น ทั้งใต้พื้นน้ำ ตามถ้ำ ป่าเขา ลำเนาไพร เพื่อแสวงหาอริยะสัจธรรมมานานนับโกฏิปีก็มี การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ย่อมมีผลกระทบต่ออาณาจักรของเหล็กไหล จึงจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัย เสาะแสวงหาสถานที่หรือสร้างอาณาจักรขึ้นมาใหม่ ฉะนั้นสี สันของเหล็กไหลอาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเหตุดังกล่าว คือ

สีสันขึ้นอยู่กับสภาพสิ่งแวดล้อม ภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ เช่น แร่ธาตุในบริเวณนั้น อากาศหนาวจัด อากาศร้อนจัด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและสีสันที่แตกต่างกันออกไป เพื่อการอำพรางตัว ปรับตัวตามอุณหภูมิ

สีสันเปลี่ยนแปลงไปตามจริตของเทพเทวาในระดับต่าง ๆ อาจจะเนื่องด้วยอำนาจลี้ลับของวิญญาณแห่งธรรมชาติบันดาลให้เป็นไปในสีต่าง ๆ หรือ ผู้ที่ครอบครองเหล็กไหล หมั่นฝึกฝนปฏิบัติ เจริญสมาธิภาวนาอยู่เนืองนิตย์ แล้วแผ่เมตตาบุญบารมีของการปฏิบัตินั้นให้กับเหล็กไหล จะทำให้บารมีของธาตุกายสิทธิ์นั้นเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ สีสันต่าง ๆก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน

สีสันเกิดจากส่วนผสมของสีหลัก ๆ ผสมกัน ซึ่งเป็นความลึกลับอย่างหนึ่งของธรรมชาติ เหล็กไหล

สี สั น แ ล ะ คุ ณ ป ร ะ โ ย ช น์

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า สีสันของเหล็กไหลนั้นจะบ่งบอกถึงบุญบารมีของกายทิพย์เดิมหรือผู้รักษาเหล็กไหล บุญฤทธิ์ของเทพพรหม ฤาษี หรือ คนธรรพ์ บังบด ครุฑ นาค ยักษ์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหล็กไหล ผู้ เป็นสัมมาปฏิบัติ จนมีฤทธิ์อำนาจจากการปฏิบัตินั้น ย่อมสามารถเปล่งสีแสงต่าง ๆ เข้าไปในวัตถุธาตุที่ตนต้องการ ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามลำดับชั้นของภูมิจิตภูมิธรรมที่ได้ฝึกฝนมา

1.สีเงินยวง เหล็กไหลชนิดนี้มีอริยเทพ อริยพรหมในระดับอรูปฌาน รักษาอยู่ เป็นเหล็กไหลที่ มีบารมีธรรมในชั้นสูง พบมากในแถบที่มีอากาศเย็นจัด พวกลามะทิเบตมักใช้พกติดตัว จึงพบมากในเขตเทือกเขาสูงที่มีหิมะปกคลุม เช่นประเทศทิเบต จีน แถบภาคเหนือของไทย ลาว
ดีเด่นทางเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด และล่องหนหายตัวได้ ชอบช่วยเหลือผู้ปฏิบัติธรรม หรือดลใจให้ผู้ครอบครองมีจิตใจฝักใฝ่อยู่ในการสร้างบุญสร้างกุศล  เหล็กไหลชนิดนี้จัดได้ว่า เป็นเหล็กไหลที่มีบารมีธรรมสูงสุดในบรรดาผู้ครอบครองเหล็กไหลทุกชนิด สมัยโบราณมักจะนำไปจัดสร้างพระพุทธรูปหรือเครื่องรางของขลังในสมัยโบราณ ดังนั้นเหล็กไหลชนิดนี้จึงมักจะอยู่ในความครอบครองของนักบวชต่าง ๆ เช่น ฤาษี ชีไพร ภิกษุสงฆ์ผู้ท่องเที่ยวหาความวิเวกตามป่าเขา

2.สีเขียวปีกแมลงทับ เหล็กไหลชนิดนี้มี อริยเทพ อริยพรหม ในระดับ รูปฌาณ เป็นผู้ดูแลรักษา เพื่อมอบให้กับผู้ที่มีบุญบารมี และผู้ที่กำลังประพฤติปฏิบัติอยู่ในบุญกุศล เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นนั้น ส่วนใหญ่จะมีบริวารเป็นจำนวนมากคอยอารักขาหลายชั้น
ผู้พบเห็นส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประพฤติธรรม ที่บังเอิญผ่านเข้าไปพบเข้าโดยบังเอิญ หรือเกิดจากการลองใจของเทพผู้รักษาเหล็กไหลก็แล้วแต่ บุคคลธรรมดาทั่วไปอย่าหมายว่าจะครอบครองเป็นเจ้าของได้โดยง่าย
ดีเด่นในทุก ๆ ทาง ไม่ว่าเป็นเมตตามหานิยม โชคลาภ แคล้วคลาดกันภัย ล่องหนหายตัว มหาอุด คงกระพัน ยืดได้หดได้ เล่นกับไฟ กินน้ำผึ้ง

3.สีทอง หรือ สีน้ำตาลอ่อน เหล็กไหลชนิดนี้จะมีเทวดาจำพวกคนธรรพ์และเหล่าเพชรพญาธร เป็นผู้ดูแลรักษา มีฤทธิ์อำนาจใกล้เคียงกับเหล่าพญานาค แต่มีฤทธือำนาจพิเศษกว่าคือสามารถที่จะลื่นไหลไปมาได้ สามารถที่จะกำบังกายได้ มีอยู่ตามป่าเขาทั่วไป
ดีเด่นทางด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ และความรักเด่นเป็นพิเศษ

4.สีเขียวอมดำ เหล็กไหลชนิดนี้มี อริยะเทพ อริยะพรหม ในระดับ รูปพรหม เป็นอริยะธรรมในระดับสูง ที่มุ่งบำเพ็ญบารมีรักษาพระพุทธศาสนา จะอยู่เฝ้ารักษาพระบรมสารีริกธาตุหรืออรหันต์ธาตุที่สำคัญไว้ จึงมักจะปรากฏเป็นลูกไฟดวงใหญ่เป็นสีแสงคุ้มครองรักษาธาตุศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้ผู้คนเข้าไปรบกวน
ดีเด่นทางด้านอิทธิฤทธิ์ เนรมิตภาพมายา ส่งเสริมผู้ใฝ่ในการปฏิบัติธรรมในรูปแบบการชี้แนะผ่านทางนิมิตรสมาธิ หรือความฝัน จัดเป็นเหล็กไหลที่หาได้ยากมากชนิดหนึ่ง

5.สีชมพู เหล็กไหลชนิดนี้มี อริยเทพ อริยพรหม ในระดับ รูปฌาณ รักษาอยู่ เป็ไหลที่มี บารมีธรรมในระดับสูงรองลงมาจาก อรูปฌาณ พบมากในเขตป่าเขาที่มีความชุ่มชื้น มักอยู่ตามถ้ำภูผาที่ลึกลับ พบเห็นได้ยาก นอกจากผู้มีบารมีธรรมเข้าถึงสัจจธรรมเท่านั้น
ดีเด่นทางด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ แคล้วคลาด กันภัย ช่วยเหลือผู้เป็นสัมมาทิฏฐิให้สำเร็จในสิ่งที่อธิษฐานไว้ โดยไม่ขัดกับกฏแห่งกรรม

6.สีเหลือง เหล็กไหลชนิดนี้เกิดจากอำนาจบารมีของภูมิจิตภูมิธรรม ของเหล่าอริยเทพ อริยพรหม ในระดับรูปฌาณ ที่ปรารถนาพุทธภูมิในระดับ พระปัจเจกพุทธเจ้า สีสันเหมือนกับแสงนวลของพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ มักแฝงเร้นในที่สงบด้วยป่าเขา ลำเนาไพร ถ้ำคูหาที่สงบเยือกเย็นบนภูเขาสูง ๆ เรียกลมเรียกฝนได้ มีอิทธิ์ฤทธิ์ทำให้เกิดปาฏิหาริย์ได้มากมาย เช่น ดวงรัศมีกลมใหญ่ส่องสว่างทั่วภูเขา จะพบเห็นได้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
เหล็กไหลประเภทนี้สามารถอธิษฐานขออาราธนาบารมีจากพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ได้ แต่จะไม่มีเทพเข้าไปสิงสถิตย์อยู่ แต่เทพพรหมในระดับจ่าง ๆ จะเข้าไปอธิษฐานของบารมีและเฝ้ารักษาอยู่ภายนอกเท่านั้น ไม่มีใครจะบังคับหรืออัญเชิญท่านด้วยอิทธิ์ฤทธิ์หรือวิชาคาถาอาคมใด ๆ เว้นแต่ขอชมบารมี ขอคำแนะนำในการปฏิบัติธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยมาปรากฏในลักษณะนิมิตรต่าง ๆ ในขณะนั่งสมาธิ

7.สีฟ้าอ่อน เหล็กไหลชนิดนี้เกิดจากอำนาจบารมีของ อริยะเทพ ในระดับมหาเทพชั้นสูง ผู้ครอบครองเหล็กไหลชนิดนี้ จะเป็นผู้มีบารมีเดิมที่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อน เพื่อช่วยส่งเสริมด้านบารมีธรรมทั้งนักบวชและฆราวาสให้เป็นผู้สอนธรรมในระดับปานกลาง
จนถึงระดับสูงขึ้นไป
มีฤทธิ์อำนาจในการขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ดับพิษร้อน ป้องกันภูติผีปีศาจ แต่มีขอบเขตและรัศมีที่จำกัด สามารถล่องหนหายตัวได้ กันฟ้าผ่า มีความเย็นจนสามารถกำจัดไฟได้ในรัศมีของมัน

8.สีน้ำตาลอมแดง เหล็กไหลชนิดนี้มีพวก นาค นาคา ผู้บำเพ็ญศีลเฝ้ารักษาอยู่ จึงมีฤทธิ์อำนาจในทางความร้อนแรงด้วยพิษแห่งนาคทั้งหลาย จึงทำให้เหล็กไหลประเภทนี้มีสีออกทางน้ำตาลเข้มและน้ำตาลอมแดง
มีฤทธิ์อำนาจในทำลายล้างพวกมนต์ดำ อวิชชา ป้องกันภูติผีปีศาจได้

9.สีดำเหมือนนิล  เหล็กไหลชนิดนี้เกิดจากอำนาจบารมีของ เหล่าเทพ คนธรรพ์ บังบด เพชรพญาธร ยักษ์ ผู้ปรารถนาจะสร้างบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ยังติดอยู่ในระดับโลกียฌาณ คือยังมีความ โลภ โกรธ หลง ติดอยู่ จึงทำให้มีบารมีทางธรรมน้อยกว่าเหล็กไหลชนิดอื่น ๆ
มีฤทธิ์อำนาจทางการคุ้มครอง แคล้วคลาดกันภัย เป็นมหาอุด คงกระพัน

10.เจ็ดสีประกายรุ้ง เหล็กไหลชนิดนี้เกิดจากอำนาจบารมีของ อริยะเทพ อริยะพรหมผู้รักษาเหล็กไหล ที่ปฏิบัติจนสภาวะจิตเป็นสีประกายรุ้งรัศมีสวยสดงดงาม เป็นธาตุที่หาได้ยากที่สุดและมี อำนาจครอบจักรวาลประหนึ่งแก้วสารพัดนึก  แต่สิ่งที่จะอธิษฐานนั้นจะสำเร็จได้โดยไม่เกินอำนาจของกฎแห่งกรรมตามวาสนาเท่านั้น

น้ำหนักของเหล็กไหล
1.น้ำหนักเกินตัวหลาย 10 เท่า
2.น้ำหนักเบากว่าตัวเองหลายเท่า
3.น้ำหนักเท่าตัว
4.ไร้น้ำหนักดุจปุยฝ้าย กรณีเป็นเหล็กไหลที่มีมายามาก หากเอาใส่แก้วน้ำแล้วจะมองไมค่อยเห็น เพราะจะกลมกลืนไปกับน้ำเลย
อภินิหารของเหล็กไหลการแสดงอำนาจอิทธิฤทธิ์ของเหล็กไหลนั้น ย่อมมีอภินิหารล้ำลึกในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ซ้ำกัน สุดแท้แต่องค์เหล็กไหลปรารถนาจะแสดงให้ชม ซึ่งพอจะประมวลอภินิหาริย์ไว้เป็นแนวทางศึกษาดังนี้
1.อยู่นิ่งได้
2.กลิ้งตัวเองให้เคลื่อนไหวได้
3.หายตัวได้
4.ปรากฏตัวได้
5.เผาทำลายตัวเองได้
6.อาวุธปืนยิงไม่ออก
7.ถอดวิญญาณออกไปได้
8.ยืดหรือหดได้
9.ทำให้น้ำร้อนกลายเป็นน้ำเย็นในชั่วพริบตา
10.กินดินปืน ฟอสฟอรัส และ ไฟได้
11.แช่ทำน้ำมนต์เพื่อรักษาโรคบางชนิดได้
12.ส่งกลิ่นหอมได้
13.เพิ่มหรือลดน้ำหนักตัวเองได้
14.เหล็กไหลบางองค์มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กได้

เหล็กไหลของแท้ที่สามารถขายได้ก้อนละหลายสิบล้านไม่ว่าในสมัยก่อนหรือสมัยนี้ก็คงจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้คือ  ปืนยิงไม่ออก ชนวนระเบิดไม่ทำงาน ลนแล้วยืดหดได้ ของมีคมทำอันตรายไม่ได้ มีคุณสมบัติในการดับพิษร้อนได้ทุกชนิด เหล็กไหลของแท้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนดังกล่าวข้างต้น สมัยก่อนมีไม่กี่ก้อน แม้สมัยนี้ก็เหมือนกัน

ข้อห้าม
1.ห้ามผู้ครอบครอง หรือ เจ้าของเหล็กไหล ทดลองหรือขอชมบารมีด้วยตน เอง
2.ห้ามชักชวนคนอื่นมาชมบารมีหรือมาทดลอง

ข้อห้ามนี้ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนจะพบกับความวิบัติมากน้อยแล้วแต่กรณี ถ้าผู้อื่นมาชมด้วยความศรัทธา ก็จะได้พบกับความพิสดารในอิทธิปาฎิหาริย์ความศักดิ์สิทธิ์ทุกราย

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

Amazing Buildings around the WORLD !! (ตึก..แปลก)


15. Chang Building (Bkk, Thailand)


ไปกันมารอบโลก มาดูตึกแปลกในไทยบ้าง 
"ตึกช้าง" สร้างโดย ศจ.อรุณ ชัยศรี เนื่องจาก อ.อรุณชื่นชอบช้างมาก ทั้งยังมีสะสมไว้มากมาย จึงออกแบบอาคารรูปช้างดังที่เราคุ้นตากันดี ปัุจจุบันเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานสุดฮิตแห่งหนึ่ง
14. The Crooked House (Sopot, Poland)


บ้านเบี้ยว!? 
บ้านเบี้ยวๆ นี่สร้างขึ้นเมื่อ ม.ค. 2003 เสร็จในเดือน ธ.ค. ปีเดียวกัน โดยคนสร้างคงชื่นชอบภาพวาดในหนังสือเทพนิยายของ Jan Marcin Szancer (นักวาดภาพเด็กชื่อดังในโปแลนด์) และ Per Dahlberg (นักวาดภาพชาว Swedish) 
13. Solar Furnace (Odeillo, France)



อาคาร Solar Furnace เป็นตึกที่ออกแบบมาเพื่อสร้างพลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้กระจกโค้งซึ่งทำหน้าที่สะท้อนแสงเพื่อไปรวมศูนย์กลางไว้ทีุ่จุด focus ซึ่งจุดนี้มีอุณหภูมิถึง 3,500 °C (6,330 °F) เพื่อใช้สร้างกระแสไฟฟ้า ..ไม่เหลือซากกันเลยครับ
12. Shoes House (Pennsylvania, USA)


บ้านรูปทรงรองเท้าไม้ สร้างขึ้นในปี 1948 โดย พ.อ.Mahlon N. Haines คงเป็นแฟนเทพนิยายตัวยงเลยทีเดียว
11. The Basket Building (Ohio, United States)


สงสัยชาวอเมริกันอาจต้องการความแตกต่างเพื่อความเด่นหรืออย่างไร เลยสร้างตึกรูปร่างแปลกๆ มาอวดชาวโลกกันเยอะ
ตึกรูปร่างน่ารักนี้เป็นสำนักงานของบริษัท The Longaberger Basket Co.,Ltd. ซึ่งเป็นบริษัททำตะกร้าจ่ายตลาดชื่อดัง ตั้งอยู่ในเมือง Newark, Ohio ขนาด 180,000 ตร.ฟุต ใช้เวลาสร้างนาน 2 ปี ราคาก็ประมาณ 30 ล้านเหรียญเท่านั้นเองงง
10. Cubic House (Rotterdam, Netherlands)
Welcome to cubic world! 
แนวคิดการสร้างบ้านรูปทรงคิวบิกนี้เกิดขึ้นเมื่อปีช่วง 1970 โดย Piet Blom ได้สร้างบ้านทรงลูกบาศก์นี้ในเมือง Helmond จากนั้นเกิดไปสะดุดตาผู้ว่าการเมือง Rotterdam เข้า จึงได้ให้เขาออกแบบส่วนบนของสะพานให้ นาย Blom จึงอวดฝีไม้ลายมือของเขาเป็นรูปทรงคิวบิก โดยสะท้อนแนวคิดเชิง abstract (ศิลปินอีกแล้ว) ว่าบ้านแต่ละหลังหมายถึงต้นไม้ ซึ่งรวมเข้าด้วยกันเป็นป่านั่นเอง ...เข้าไปกันไปเลย
9. Habitat 67 (Montreal, Canada)



ตึกรูปร่างคล้ายรังต่อนี้สร้างขึ้นจากการจัดงาน Expo 67 ซึ่งจัดขึ้นในเมือง Montreal ซึ่งกลุ่มอาคารนี้เป็นหนึ่งในส่วนหลักของงานนี้เลยทีเดียว โดยต้องการสื่อความหมายในเชิงสัญลักษณ์ถึงภูมิปัญญา ความจริง และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของมนุษย์ในสังคม...มันเป็นงานศิลปะ 
8. Kansas City Public Library (Missouri, USA)




ไหนๆ ก็เป็นห้องสมุดแล้วก็สร้างอาคารรูปหนังสือขึ้นมาซะเลย โครงการนี้ตั้งอยู่ใจกลาง Kansas City ...สงสัยนักศึกษาที่นี่คงรักหนังสือน่าดู
7. Dome House (Florida, United States)


ตึกรูปโดมหน้าตาล้ำยุคนี้ เป็นที่ฮือฮามากหลังจากปี 2004 เนื่องจากหลังจากเกิดพายุเฮอริเคนความเร็วลม 300 ไมล์ต่อชั่วโมงถล่ม Pensacola Beach รัฐ Florida, USA แต่ตึกนี้แทบไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เลย (ส่วนข้างๆ พังเรียบ) 
ถือว่านอกจากความล้ำสมัยแล้วยังป้องกันพายุและฝุ่นได้ดีอีกด้วย
6. Fuji television building (Tokyo ,Japan)




ตึกรูปร่างแปลกตานี้คือ สำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์ Fuji Television ซึ่งเป็น landmark ของเมือง Odaiba ออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อ Kenzo Tange 
ลูกบอลที่เห็นในภาพนี้มีน้ำหนักถึง 1,200 ตัน เ้ส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 32 เมตร (ถ้าหลุ่นนี่มีหวัง... -_-' ) ภายในมีห้องสตูดิโอ 10 ห้อง คนภายนอกสามารถเข้าชมได้ภายในลูกบอลนั่นได้ โดยผู้ใหญ่ราคา 500 เยน เด็ก 300 เยน ครับ
5. Erwin Wurm House Attack (Viena, Austria)


อาร้ายยยยย บ้านหล่นใส่หัว!
สำหรับ Erwin Wurm แล้ว ทุกสิ่งอย่างสามารถประติมากรรมได้ทั้งสิ้น 
คิดได้อย่างนั้นก็เลยสร้างบ้านหัวทิ่มบนตึกพิพิธภัณฑ์ Mumok Museum อย่างที่เห็นกันนี่ล่ะครับ เพื่อสะท้อนแนวคิดตามประสาศิลปินว่า มีสิ่ง (น่าสนใจ) ประดังประเดเข้ามาทางกำแพงของพิพิธภัณฑ์ตลอดเวลา
...รู้แต่ว่าปัจจุบัน มันกลายเป็น landmark แห่งหนึ่งใน Austria ไปเรียบร้อย


4.Manifesto House 

อันนี้ของฝั่งอังกฤษ สนใจติดต่อ Urban Space Management, Container City™ ได้
ส่วนผู้ใดรักธรรมชาติ แต่อยากมีบ้านสุดเดิ้น ก็นี่ครับ "Manifesto House" หลังนี้ เค้าใช้คอนเทนเนอร์กรุด้วยแผ่นไม้มาทำผนัง เพื่อให้ดูโปร่งโล่งสบายและอากาศหมุนเวียนได้ดี (เค้าบอกว่างั้นนะ)

ข้างในก็เดิ้นซะ สนนราคาประมาณ 79,000 ยูโร หรือ 3 ล้านกว่าบาทครับพี่น้อง -_-'
3. Container City 
ใครอยากมีบ้านแนวๆ (ไม่เหมือนใคร) ดูดีมีสไตล์ รักษาโลก และสร้างเสร็จภายในวันเดียวต้องนี่เลยครับ บ้านจากคอนเทนเนอร์  แต่อย่าคิดว่าอึดอัด ข้างในนี่สะดวกสบายเหมือนบ้านทั่วๆ ไป โดยทางผู้สร้างโครงการนี้ชี้แจงว่ามีประโยชน์ในการใช้สอยมากและประหยัดครับ มีให้เลือกกันหลายแบบ

2. Beijing National Stadium (Beijing, China)


ชื่อคุ้นหูใช่มั้ยครับ มันเป็นสนามกีฬาจัดมาเพื่อโอลิมปิกที่ผ่านมา โดยรัฐบาลจีนทุ่มทุนสร้างโดยจัดการประกวดแบบให้สถาปนิกทั่วโลก ซึ่งสถาปนิกชื่อดัง Herzog & de Meuron รางวัล Pritzker Prize จัดไปได้อลังการงานสร้างอย่างที่เห็นครับ  

1. Air Force Academy Chapel (Colorado, USA)

ก็เหมาะกันดีล่ะครับเพราะเป็นโรงเรียนสอนทำการบินของสหรัฐเขา (งบมันเยอะ)
 



วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

108 วิธีโกงไพ่ -----------> อ่านซะๆจาก เซียนเดี๋ยวซวย (เก็บมาฝาก อิอิ)


(เก็บมาฝาก อิอิ) หลายคนคงไม่ได้ตื่นเต้น แต่ ผมเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้ อาจใหม่สำหรับบางคน 

วงการพนันมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่หลาย ๆ คนยังไม่รู้ถึงความน่ากลัวของมัน ผมเคยพยายามหลายต่อหลายครั้งที่จะหยิบยกเอามาเสนอ ให้คนในสังคมได้ทราบ ได้รู้ ได้เห็น แต่ก็ถูกต่อต้านจากบุคคลหลายกลุ่มว่า หนังสือหรือผลงานของผมเป็นเหมือนดาบสองคม กล่าวหาว่าเป็นหนังสือที่ไม่สร้างสรรค์ ผมเคยคุยกับคนกลุ่มนี้หลายคนแล้วว่า หนังสือไม่สร้างสรรค์ตรงไหนเขาบอกว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการพนัน ผมก็ตอบว่าใช่ แต่การที่ผมเอาความลับเทคนิคและเล่ห์กลโกงมาเขียนนำเสนอเนี่ยมันผิดตรงไหน คนพวกนั้นบอกว่ามันผิดศีลธรรม ผมก็เลยถามเขาต่อไปว่าผิดศีลธรรมตรงไหน ก็หนังสือที่ผมเขียนไม่ได้มีจุดประสงค์ไปชักชวนให้ใครไปเล่นการพนัน แต่ขณะเดียวกันผมกลับชี้ให้เห็นโทษและเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของการพนันว่ามันมีอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอ ผมกล้าพูดได้เลยว่าคนทั่วโลกส่วนมากมีความผูกพันกับการพนันเสี่ยงโชคในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตีไก่ – ไฮโล – ไพ่ – หวย – มวย – ม้า – ปลากัด หรือแม้กระทั่งหมากัดกัน ก็ยังเอามาเป็นการพนัน เหมือนอย่างบางประเทศ แต่คุณรู้มั้ยว่าการพนันแต่ละประเภทนั้นเขามีเทคนิคและวิธีโกงกันอย่างไร ผมกล้าพูดได้เลยว่า 90 % ของคนทั่วโลกไม่มีใครรู้ 5% รู้บ้างไม่รู้บ้าง ส่วนอีก 5% เป็นพวกเซียนเดินสายจริง ๆ เพราะฉะนั้นการที่ผมนำเรื่องราวเหล่านี้มาเปิดเผย ผมกล้าพูดได้เลยว่า 90% ของคนที่ไม่มีความรู้ มีความต้องการที่จะอยากรู้ถึงลักษณะและเล่ห์เหลี่ยมกลโกงต่าง ๆ ของการพนันแต่ละประเภท เพื่อจะได้เกิดความระมัดระวัง ไม่ต้องถูกหลอกถูกโกงจากพวกเซียนพนันทั่วๆ ไป ผมคงไม่มีอำนาจไปยุยงส่งเสริมให้ใครหันไปเล่นการพนัน ไอ้ครั้นจะไปบอกให้เขาเลิกเล่นการพนัน เดี๋ยวเขาก็จะด่าหาว่าไปเสือกเรื่องส่วนตัวของเขาอีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือ ชี้แนะและอธิบายให้เขาเห็นเสียเลยว่า การพนันมันมีโทษอย่างนี้นะ และให้พวกเขาเหล่านั้นตัดสินใจกันเอาเอง แบบนี้ดีกว่าใช่ไหมครับ 

108 กลโกงไพ่ 


การพนันไพ่ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นไพ่ป๊อก 8-9 เก้าเก รัมมี่ ผสมสิบ กบดำกบแดง ถ้าบอกว่าไม่มีการโกงคงไม่มีใครเชื่อแน่นอน แต่การโกงที่ว่านั้นมีอะไรกันบ้างล่ะ มีใครตอบได้ และทำได้บ้างทำให้ดูหน่อยสิ กว่า 17 ปีที่ผมได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็น ได้ฝึกฝนจากเซียนบางคน ครูพักลักจำบ้าง เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมายหลายอย่างในวงการ จนปัจจุบันผมมีลูกศิษย์มากมายและก่อนหน้านี้ ผมก็เคยเป็นเซียนเดินสายเล่นเกือบทั่วประเทศ หากินกับพวกนักร้องคาเฟ่หมอนวด เซลส์แมน พ่อค้าแม่ค้า อีกมากมายหลายวงการ ไม่เน้นเข้าบ่อนใหญ่ ทุก ๆ ที่ที่เดินทางไปเล่น ได้มากน้อยต้องได้กลับมาแน่นอน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อผมได้ค้นพบสัจธรรม เมื่อตัวเองกลับมาโดนพรรคพวกที่เดินสายเล่นด้วยกันหักหลังโกงกันเอง จนผมแทบเอาชีวิตไม่รอด จึงทำให้ผมคิดอยากจะเลิกเล่นการพนัน แต่อีกนั่นแหละ ทุกอย่างย่อมมีอุปสรรค เพราะว่าแต่ก่อน เรามีรายได้จากการเล่นการพนัน แต่ถ้าเราเลิกเล่นการพนันเราจะทำมาหากินอะไร หนังสือก็เรียนไม่จบ ม.3 จะไปสมัครงานที่ไหนได้ เคยไปสมัครงานทำงานโรงงานแถวสมุทรปราการ ทำได้ 10 วันก็ยอมแพ้ เพราะไม่ทำงานหนัก แพ้ฝุ่นละอองด้วย คิดไปคิดมาก็เลยอยู่เฉย ๆ ดีกว่า หาปากกา กระดาษ มาเขียนบันทึกประสบการณ์ต่าง ๆ เอาไว้จนกระทั่งได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้ทดลองทำหนังสือสไตล์เปิดเผยเทคนิคกลโกง ออกมาทดลองขายในตลาด ก็ประสบผลสำเร็จพอสมควร จนกระทั่งได้ไปออกรายการโทรทัศน์ คือรายการตีสิบ ก็ยิ่งได้รับความสนใจและประสบการความสำเร็จตามมาอีกมากมาย เพราะหนังสือของผมมันไม่ใช่หนังสือประเภทดาราภาพยนตร์ – สารคดี – นิยาย แต่หนังสือของผมเป็นหนังสือแหวกแนวต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง เพราะหนังสือของผมจะนำเสนอแต่เรื่องแฉกลโกง ในวงการพนันโดยที่ไม่มีใครกล้าทำกัน แต่ผมทำผมเขียนเพราะผมไม่กลัวอะไร กลัวไปทำไม เคยมีคนถามผมว่าไม่กลัวว่าพวกเซียนพนันทั่วๆ ไป จะลงขันฆ่าผมบ้างเหรอ ที่เอาเรื่องกลโกงของพวกเขามาเปิดเผย โอ้ย!... ผมอยากจะหัวเราะเป็นภาษาโปรตุเกส ก็มันจะมีใครเอาเงินมาลงขันฆ่าผม ทุกวันนี้ไอ้พวกเซียนเอง มันก็แทบจะไม่มีกินกันอยู่แล้ว เล่นวันหนึ่งหยุดไปสองเดือน ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากินสารพัด แล้วมันจะเอาเงินทีไหนมาลงขัน ผมเคยผ่านชีวิตแบบนี้มาแล้วผมรู้ดี เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้จักผมมากกว่านี้ เอาไว้ติดตามผลงานชิ้นต่อไปดีกว่า รับรองว่ามันกว่านิยายเสียอีก เพราะนี่คือความจริง

สำหรับกลโกงไพ่ 108 กลโกงที่ผมได้นำมาแสดงนี้เป็นเทคนิคต่าง ๆ ที่มีการนำมาเล่นกันจริง ๆในบ่อนการพนัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส ตลอดจนเจ้าของบ่อนให้การเอื้ออำนวย สำหรับเทคนิคกลโกงก็มีอีกมากมายหลายอย่างด้วยกัน คือ ปลิ้นไพ่ ย่นไพ่ เก็บไพ่ สับไพ่ ซ่อนไพ่ เปลี่ยนไพ่ ไพ่งานต่าง ๆ และมีอีกมากมายหลายอย่าง เพราะเทคนิคต่าง  ที่ได้เกริ่นกล่าวให้ฟังนี้นั้น สามารถนำไปพลิกแพลงสถานการณ์ในการเล่นได้อีกมากมาย เซียนที่เก่ง  และมีความชำนาญนั้น สามารถแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างสบาย ไม่ว่าจะเล่นเป็นเจ้ามือหรือเล่นเป็นลูกค้าก็ตามแต่ เริ่มสนใจแล้วใช่ไหมล่ะ

ปลิ้นไพ่ใบล่าง

เทคนิคการปลิ้นไพ่ใบล่างนี้ ถือว่าเป็นวิธีการโกงที่มีมาแต่ดั้งเดิมเลยทีเดียว แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีคนนำมาเล่นกันอยู่ ที่นำมาเล่นได้ก็เพร่าว่าไม่ค่อยมีใครรู้อย่างแท้จริง บางคนรู้แต่ทำไม่เป็น จะไปพูดไปด่าเขาก็ไม่ได้ เดี๋ยวก็จะโดนทำร้ายเสียเปล่า  มีทางเดียวก็คือ ต้องเลิกเล่นออกมาก่อน ส่วนพวกเซียนด้วยกันถ้าเขารู้เขาก็ไม่ได้โวยวายอะไร อย่างดีก็ขอเอี่ยวด้วยกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป ดีเสียอีกไม่ต้องออกแรงอะไรรอแบ่งเปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป ดีเสียอีกไม่ต้องออกแรงอะไรรอแบ่งเปอร์เซ็นต์อย่างเดียว ก็อย่างที่บอกทีแรกนั่นแหละ ถึงคุณจะรู้ว่าโดนโกงแต่คุณทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ก็ป่วยการเปล่า ๆ เดี๋ยวถ้าพวกเซียนเขาพูดย้อนกลับมาคุณนั่นแหละ ที่จะหน้าแตกเอง

ผมโกงอะไร อย่ามาพูดอย่างนี้นะ เล่นเสียแล้วพาลนี่หว่า ถ้าหาว่าผมโกงไหนลองทำให้ดูสิเพียงเท่านี้คุณก็แย่แล้ว ทางที่ดีที่สุดก็คือ เลิกออกมาซะก่อนแล้วขอเอี่ยวด้วยซะเลย แต่ก็อย่างว่าอีกนั่นแหละ คุณก็ยังไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของเซียนพวกนั้นเขาอยู่ดี เพราะว่าเขาสามารถพลิกแพลงสถานการณ์แกล้งเล่นเสียโดยการถ่ายเอาเงินที่ได้มาตอนแรกให้กับหน้าม้าคนอื่นที่กำลังเล่นอยู่ก็เป็นได้ นี่แหละที่เขาเรียกว่าเล่ห์เหลี่ยมเชิงชั้นกลโกงล่ะ


ลักษณะการดูเซียนที่ใช้เทคนิคในการปลิ้นไพ่ใบล่าง

ลักษณะการดูเซียนที่ใช้เทคนิคในการปลิ้นไพ่ใบล่าง ก็คือ
1. การเก็บไพ่
2. การสับไพ่
3. การตัดไพ่ ตีลังกา
4. การจับไพ่
5. การแจกไพ่
6. การปลิ้นไพ่
ทั้งหมดนี้คือ องค์ประกอบการเล่นไพ่โดยรวมของการใช้เทคนิค ในการปลิ้นไพ่ใบล่างคราวนี้เรามาดูกันดีกว่า ว่าเทคนิคที่ว่านั้นเขามีวิธีการทำกันอย่างไร และดูกันอย่างไร

โดยเริ่มจากการเก็บไพ่ ซึ่งเป็นหัวใจหลัก เซียนเขาจะเก็บไพ่ตัวที่ต้องการเอาไว้ข้างล่งสุดก่อน 2 ใบ คือ 3-6 ดอกจิก สมมติว่าเป็นการเล่นการพนักป๊อก 8 – 9 แต่ถ้าเป็นการพนันอื่นก็จะใช้วิธีเดียวกันนี่แหละเพียงแต่ใช้วิธีการคัดเลือกตัวไพ่ที่แตกต่างกันออกไปเท่านั้นเอง
ขั้นตอนต่อมาจะเป็นขั้นตอนของการสับไพ่ วิธีการสับไพ่ก็คือ เขาจะทำการสับไพ่แบบหลอกตา คือสับเฉพาะไพ่ที่ถืออยู่ข้างบน แต่จะไม่สับไพ่ข้างล่างขึ้นไป เพราะฉะนั้นไพ่ที่อยู่ข้างล่างก็ยังคงอยู่ที่เก่าเหมือนเดิมเช่นในรูป

หลังจากทำการสับไพ่เสร็จแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนของการตัดไพ่ หลังจากที่เซียนทำการยื่นไพ่ไปให้ลูกค้าทำการตัดไพ่แล้ว สมมติว่าไพ่ที่ลูกค้าตัดไพ่ประมาณกลาง ๆ กองออกไปแล้ว เซียนที่เล่นเป็นเจ้ามือก็จะทำการหยิบไพ่กองข้างล่างที่มีไพ่ 6 – 3 ดอกจิกอยู่นั้นมาแจกได้ทันที

ก่อนที่จะทำการแจกไพ่ เราต้องมาสังเกตดูอาการของการจับไพ่กันก่อนนะครับว่าเขามีเทคนิคในการจับไพ่กันอย่างไร แบบที่ 1 คือ ปลิ้นใบล่างออกทางด้านบน แบบที่ 2 ปลิ้นใบล่างออกตามแนวด้านข้าง

การดึงไพ่ใบล่างออกมาทางด้านบน
การจับไพ่แบบที่ 2

ลักษณะการจับแบบที่ 1 ปลิ้นไพ่ใบล่างออกทางด้านบน จะมีวิธีการจับแบบใช้นิ้วชี้ นิ้วกลางนิ้วนาง ประคองด้านข้างเอาไว้ ส่วนนิ้วก้อยจะคอยประคองไพ่ด้านล่างเอาไว้ และนิ้วหัวแม่มือจะประคองอยู่ทางด้านบนมีหน้าที่ในการปล่อยไพ่และล็อกไพ่

ลักษณะการจับแบบที่ 2 ปลิ้นไพ่ใบล่างออกทางด้านข้าง จะมีวิธีการจับคล้าย ๆ กัน ต่างกันที่วิธีการปล่อยไพ่เท่านั้นเอง วิธีการจับจะใช้นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย ทำหน้าที่ประคองด้านข้างเอาไว้ ในขณะที่นิ้วชี้ทำหน้าที่ประคองไพ่ด้านบนเอาไว้
หลังจากที่รู้เทคนิคในการจับไพ่กันไปแล้ว คราวนี้เรามาดู เทคนิควิธีการแจกไพ่กันบ้าง วิธีการแจกไพ่นั้น ก็ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมาย ก็แจกสบาย ๆ ธรรมดาให้กับพวกลูกค้าแต่ละคนโดยการแจกแต่ไพ่ใบที่อยู่ข้างบนให้กับลูกค้า

แจกไพ่


1. แจกไพ่มาถึงเจ้ามือ ปรากฏว่าเป็นไพ่ที่มีแต้มน้อย เจ้ามือก็จะเตรียมฉ่างไพ่ใบนั้นหงายทิ้งไป
2. หลังจากที่ฉ่างไพ่ใบนั้นหงายทิ้งไปแล้ว เจ้ามือก็จะแจกไพ่ใบต่อมาให้มาอยู่ในตำแหน่งของเจ้ามือแทนไพ่ใบที่ฉ่างหงายทิ้งออกไป
หลังจากแจกไพ่รอบแรกผ่านไป คราวนี้ก็มาถึงแจกไพ่รอบที่ 2 เจ้ามือ(เซียน) ก็จะทำการแจกไพ่ให้กับลูกค้าไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ จนกระทั่งใกล้จะมาถึงเจ้ามือ (เซียน) ก็จะอาศัยการดูตำหนิของไพ่งานที่นำลงไปเล่นนั่นแหละ ซึ่งทำให้รู้ว่าไพ่ที่จะมาตกอยู่ในตำแหน่งคือตัวอะไร และเมื่อรวมแต้มกันแล้วได้กี่แต้ม เช่นสมมติว่าไพ่รอบแรกที่แจกมาตกตำแหน่งเจ้ามือคือ 7 ดอกจิก ส่วนไพ่รอบที่ สอง ไพ่ที่จะมาตกในตำแหน่งของเจ้ามือ คือ 8 โพธิ์แดง ซึ่งถ้ารวมแต้มกันแล้วได้แค่ 5 แต้ม ส่วนไพ่อีกใบถัดจาก 8 โพธิ์แดง ก็คือ ไพ่ 10 ดอกจิก ซึ่งเมื่อถ้าหากทำการย่นไพ่ เอาไพ่ 10 ดอกจิกออกมาได้ก็จะทำให้แต้มของเจ้ามือเพิ่มเป็น 7 แต้มทันที เพราะฉะนั้น คราวนี้ผมจึงจะแสดงให้ท่านได้เห็นถึงเทคนิคในการย่นไพ่ ให้คุณ ๆ ได้เห็นกันว่าเซียนเดินสายทั่ว ๆ ไป เขามีวิธีการในการทำกันอย่างไร
สมมติว่าไพ่ที่แจกมาในรอบที่ 2 ไพ่ตัวที่จะมาตกอยู่ในตำแหน่งเจ้ามือก็คือ 8 โพธิ์แดง ส่วนไพ่ใบถัดไปคือ 10 ดอกจิก
สำหรับเทคนิคในการย่นไพ่ ก็คือ เจ้ามือ(เซียน) เห็นแล้วว่าไพ่ที่ตัวเองต้องการก็คือ 10 ดอกจิกซึ่งอยู่ในตำแหน่งใบถัดไปจาก 8 โพธิ์แดง เจ้ามือก็จะใช้เทคนิคการย่นไพ่ดึงไพ่ใบที่ 2 ก็คือ 10ดอกจิก ออกมา ก็คือ โดยการใช้วิธีการย่นไพ่ ก็คือ เจ้ามือ (เซียน) เขาก็จะใช้นิ้วหัวแม่มือทำการดึงไพ่ใบบนสุด (8 โพธิ์แดง) ถอยกลับมาข้างหลังนิดนึง ในขณะเดียวกันก็จะใช้มืออีกข้างหนึ่งดึงไพ่ใบที่ 2 (10 ดอกจิก) ออกมาทันที ซึ่งจังหวะในการดึงไพ่ใบที่สองนี้ จะต้องดึงออกมาด้วยความคล่องแคล่วและว่องไว จึงจะไม่สามารถจับได้



ไพ่งานแกะดอกแบบรู้แต้มและสีของไพ่

เทคนิคในการแกะดอกสำหรับใช้ในการเล่นการพนันไพ่รัมมี่ และการพนันไพ่ตีแตกนั้นจะเป็นการแกะดอกทำตำหนิแบบรู้ไพ่ทุกตัวว่าไพ่ใบนั้น คืออะไร และสีดอกของไพ่คือตัวอะไรสำหรับเทคนิคในการแกะดอกนั้น ส่วนใหญ่จะมีการกำหนดแต้มไพ่ ดังนี้ คือ

1. แกะดอกทำตำหนิซ้ายไปขวา
2. แกะดอกทำตำหนิจากบนลงล่าง
จากรูปแสดงให้เห็นลักษณะลวดลายทางด้านหลังของไพ่ที่มีความนิยมนำมาใช้เล่นกันมากที่สุดตามบ่อนต่าง ๆ ในปัจจุบัน

1. ลายที่ 1 ไพ่ตอง 1
2. ลายที่ 2 ไพ่กระดาษ
3. ลายที่ 3 ไพ่ตอง
ก่อนอื่นเรามาดูลักษณะทางด้านหลังของไพ่กันก่อนว่า ไพ่แต่ละยี่ห้อนั้นจะมีลวดลายที่แตกต่างกันไปดังเช่น ลวดลายต่อไปนี้ คือ ไพ่ตอง 1 – ตอง 2 – ตอง 5
หมายเหตุ ลวดลายของไพ่ทั้ง 3 ชุดนี้ จะมีความนิยมนำมาเล่นกันมากที่สุดตามบ่อนต่าง ๆ ไม่ว่าบ่อนเล็กหรือบ่อนใหญ่
การแกะดอกไพ่แบบที่ 1 (ดอกที่อยู่ขอบนอก) ตอง 5 จะทำการแกะดอกทำตำหนิแบบเริ่มจากซ้ายไปขวาไล่ไปทีละดอก คือดอกที่ 1 คือ A ดอกที่ 2 คือ 2 ดอกที่ 3 คือ 3 ดอกที่ 4 คือ 4 ดอกที่ 5 คือ 5 ดอกที่ 6 คือ 6 แกะดอกทำตำหนิไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบทุกตัว การแกะดอกจะเห็นทั้งด้านบนและด้านล่างโดยแกะดอกทำตำหนิแบบทแยงมุม ดังเช่นในรูป

วางไพ่ 1 ใบโชว์หลังไพ่ไล่แต้มศรชี้ดอกไล่แต้ม

ไพ่วาง 1 ใบโชว์หลังไพ่ศรชี้ไล่ดอกสี
สำหรับการแกะดอกทำตำหนิ เพื่อบอกสีดอกของไพ่จะทำการแกะดอกทำตำหนิโดยเริ่มจากดอกที่ 2 ทางซ้ายมือลงมา คือ สีโพธิ์ดำ ดอกที่ 3 คือ สีโพธิ์แดง ดอกที่ 4 สีข้าวหลามตัด ส่วนไพ่สีดอกจิกไม่ต้องทำก็ได้ให้ผู้ที่ทำตำหนิจำเอาไว้ด้วยตัวเอง

การแกะดอก (ตอง 5 )

แกะดอกเสร็จแล้ว
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาว ๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป

วางไพ่ 1 ใบ โชว์หลังไพ่ไล่แต้มศรชี้บอกแต้ม
การแกะดอกแบบที่ 2 (ดอกที่อยู่ขอบใน) จะทำการแกะดอกทำตำหนิ โดยเริ่มจากซ้ายไปขวาเช่นเดียวกับการทำตำหนิแบบที่ 1 แต่จะอยู่ในขอบด้านใน การกำหนดแต้มจะเริ่มจากไพ่ดอกแรกทางซ้ายมือ คือ ดอกที่ 2 คือ 2 ดอกที่ 3 คือ 3 ไล่ไปเรื่อยจนกว่าจะครบทุกตัว สำหรับการแกะดอกทำตำหนิ เพื่อบอกสีดอกของไพ่จะทำการแกะดอกทำตำหนิโดยเริ่มจากดอกที่ 1 ทางซ้ายมือลงมา คือ สีโพธิ์ดำ ดอกที่ 2 คือสีโพธิ์แดง ดอกที่ 3 คือ สีข้าวหลามตัด ส่วนไพ่สีดอกจิกไม่ต้องทำก็ได้ให้ผู้ที่ทำตำหนิเอาไว้ด้วยตัวเอง

1. แกะดอก (ตอง 5)
2. แกะดอกเสร็จแล้ว
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาว ๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป

หลังไพ่ศรชี้ดอกและมุมไพ่เพื่อบอกแต้ม
การทำตำหนิแกะดอกไพ่แบบที่ 3 ดอกที่อยู่ขอบนอก โดยจะเริ่มจากดอกแรกทางซ้ายมือเป็นการแกะดอกทำตำหนิบอกแต้ม ดังนี้ คือ หนึ่งดอกจะมี 4 มุม มุมที่ 1 คือ A มุมที่ 2 คือ 2มุมที่ 3 คือ 2 มุมที่ 4 คือ 4 ส่วนไพ่ดอกที่ 2 จะเริ่มทำตำหนิจากมุมล่างก่อนคือ 5 มุมที่ 2 คือ6 มุมที่ 3 คือ 7 มุมที่ 2 คือ 10 มุมที่ 3 คือ J มุมที่ 4 คือ Q ส่วนไพ่ ไม่ต้องทำ ผู้ที่ทำการแกะดอกทำตำหนิจะรู้ด้วยตัวเอง

หลังไพ่ศรชี้บอกสี
สำหรับการแกะดอกเพื่อบอกสีดอกของไพ่จะทำการแกะดอกทำตำหนิจากไพ่ดอกแรกนับจากทางขวามือสุด ดังนี้ คือ 1 ดอกจะมี 4 มุม มุมแรกล่างสุดจะเป็นสีโพธิ์ดำ มุมที่ 2 คือ สีโพธิ์แดง มุมที่ 3 คือ สีข้าวหลามตัด มุมที่ 4 คือ สีดอกจิก

1. การแกะดอก (ตอง 5)
2. แกะดอกเสร็จแล้ว
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาวๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป
หมายเหตุ สำหรับการแกะดอกไพ่แบบรู้แต้มและรู้สีดอกของไพ่ จะมีจุดประสงค์ในการนำมาเล่นไพ่รัมมี่และไพ่ตีแตก เพราะสามารถรู้ไพ่ทุกตัวว่าไพ่ใบนั้น คือตัวอะไร ควรจั่วหรือไม่ควรจั่ว ใครคอยอะไรจะรู้หมด สามารถพลิกแพลงการเล่นได้หลายรูปแบบด้วยกัน
การแกะดอกแบบที่ 4 (ดอกที่อยู่ขอบนอก) (ตอง 2) จะทำการแกะดอกทำตำหนิแบบเริ่มจากซ้ายไปขวาไล่ไปทีละดอก คือ ดอกที่ 1 คือ ดอกที่ 2 คือ 2 ดอกที่ 3 คือ 3 ดอกที่ 4 คือ 4 ดอกที่ 5 คือ 5 ดอกที่ 6 คือ 6 แกะดอกทำตำหนิไปเรื่อยจนกว่าจะครบทุกตัว การแกะดอกจะแกะทั้งด้านบนและด้านล่างโดยจะแกะดอกทำตำหนิแบบทแยงมุม (ดังเช่นในรูป)

1. วางไพ่ 1 ใบ โชว์หลังไพ่ไล่แต้ม ศรชี้ดอกไล่แต้ม
2. ไพ่วาง 1 ใบ โชว์หลังไพ่ศรชี้ดอกบอกสี
สำหรับการแกะดอกทำตำหนิ เพื่อบอกสีดอกของไพ่จะเริ่มจากดอกที่ 1 ซ้ายมือลงมาคือสีโพธิ์ดำ ดอกที่ 2 คือ โพธิ์แดง ดอกที่ 3 คือ สีข้าวหลามตัด ส่วนไพ่สีดอกจิกไม่ต้องทำตำหนิก็ได้ ให้ผู้ทำตำหนิจำเอาไว้ด้วยตัวเอง

1. แกะดอก (ตอง 2 )
2. แกะดอกเสร็จแล้ว
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิ ภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาว ๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป
การแกะดอกแบบที่ 5 (ดอกที่อยู่ขอบใน) จะทำการแกะดอกทำตำหนิโดยเริ่มจากซ้ายไปขวาเช่นเดียวกันกับการทำตำหนิแบบที่ 1 แต่จะอยู่ภายในขอบด้านใน การกำหนดแต้มจะเริ่มจากไพ่ดอกแรกทางซ้ายมือ คือ ดอกที่ 2 คือ 2 ดอกที่ 3 คือ 3 ไล่ไปเรื่อยจนครบทุกตัว

วางไพ่ 1 ใบ โชว์หลังไพ่ไล่แต้ม ศรชี้บอกแต้ม
สำหรับการแกะดอกทำตำหนิ เพื่อบอกสีดอกของไพ่จะทำการแกะดอกทำตำหนิ โดยเริ่มจากดอกที่ 1 ทางซ้ายมือลงมา คือ สีโพธิ์ดำ ดอกที่ 2 คือ สีโพธิ์แดง ดอกที่ 3 คือ สีข้าวหลามตัดส่วนไพ่สีดอกจิกไม่ต้องทำตำหนิก็ได้ ให้ผู้ทำตำหนิจำเอาไว้ด้วยตัวเอง

วางไพ่ 1 ใบ โชว์หลังไพ่ไล่แต้ม ศรชี้ดอกบอกสี
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาว ๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป

1. การแกะดอก (ตอง 2)
2. แกะดอกเสร็จแล้ว
การทำตำหนิแกะดอกไพ่แบบที่ 6 ดอกที่อยู่ขอบนอกโดยเริ่มจากดอกแรกทางซ้ายมือ เป็นการแกะดอกทำตำหนิแบบแต้ม ดังนี้ คือ 1 ดอกจะมี 4 มุม มุมที่ 1 คือ มุมที่ 2 คือ 2 มุมที่ 3 คือ 3 มุมที่ 4 คือ 4 ส่วนไพ่ดอกที่ 2 จะเริ่มทำตำหนิจากมุมล่างก่อน คือ 5 มุม ที่ 2 คือ 6 มุมที่ 3คือ 7 มุมที่ 4 คือ 8 ส่วนไพ่ดอกที่ 3 มุมล่างสุด คือ 9 มุมที่ 2 คือ 10 มุมที่ 3 คือ J มุมที่ 4 คือQ ส่วนไพ่ ไม่ต้องทำ ผู้ที่ทำการแกะดอกทำตำหนิจะรู้ด้วยตัวเอง

หลังไพ่ ศรชี้และมุมไพ่เพื่อบอกแต้ม
สำหรับการแกะดอก เพื่อบอกสีดอกของไพ่ จะทำการแกะดอกทำตำหนิจากไพ่ดอกรำนับจากทางขวามือสุด ดังนี้ คือ 1 ดอกจะมี 4 มุม มุมแรกล่างสุด คือ สีโพธิ์ดำ มุมที่ 2 คือ สีโพธิ์แดงมุมที่ 3 คือ สีข้าวหลามตัด มุมที่ 4 คือ สีดอกจิก

หลังไพ่ ศรชี้ดอกบอกสี

การแกะดอก (ตอง 2)
แกะเสร็จแล้ว
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาว ๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป
หมายเหตุ สำหรับการแกะดอกไพ่แบบรู้แต้ม ไม่รู้แต้ม และรู้สีดอกของไพ่ จะมีจุดประสงค์ในการนำไปเล่นไพ่รัมมี่และไพ่ตีแตกเพราะเราสามารถรู้ไพ่ทุกตัวว่าไพ่ใบนั้น คือตัวอะไร ควรจั่วหรือไม่ควรจั่ว ใครคอยอะไรจะรู้หมด สามารถพลิกแพลงการเล่นได้หลายรูปแบบ

ยังเล่นได้อีกหรือพี่ คำถามนี้ผมจะเจออยู่บ่อยมาก สำหรับไพ่งานแกะดอกและไพ่งานอื่น ๆ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนถึงถามกันเช่นนั้น คือ ถามเหมือนรู้มาก ฉลาดมาก แต่พอผมเอาไพ่แกะดอกออกมาให้ดูกลับมองไม่รู้ว่าตำหนิอยู่ตรงไหน นี่แหละเขาเรียกว่าพวกอวดรู้ ผมเคยเจอหลายต่อหลายคนที่ชอบพูดดักหน้าเอาไว้ เวลาเข้าไปเล่นตามบ่อนต่าง ๆ ถ้าเล่นโกงกูละก็โดนกระทึบไม่ได้ออกจากบ่อนแน่ ทำเป็นพูดใหญ่โตคนพวกนี้แหละที่จะโดนโกงมากกว่าเพื่อน เพราะประมาทคิดว่าไม่มีใครกล้าโกง พูดเหมือนรู้ว่าการโกงมีอะไรบ้าง แต่จะรู้จริงแค่ไหนเท่านั้นเอง แต่คนพวกนี้หารู้ไม่ว่าพวกเซียนเดินสายนั้นน่ะ เวลาเขาจะเข้าไปเล่นโกงแต่ละที่นั้น เขาจะมีการลองเชิงดูก่อนว่ามีวิธีไหนบ้างที่เขาสามารถโกงได้ เช่น วิธีที่ 1 โกงไม่ได้ก็หันไปใช้วิธีที่ 2 ถ้าโกงไม่ได้ก็หันไปใช้วิธีที่ 3 เป็นต้น และเทคนิคการโกงมีเป็นร้อยวิธี ใครจะไปไล่จับเขาทันล่ะ ขนาดผมเองที่ว่ามีฝีมือขนาดนี้ บางทียังโดนโกงจากเทคนิคเก่า ๆ เช่น ปลิ้นไพ่ใบล่าง หรือพวกตีลังกาสลับไพ่เลย เพราะการที่เราเล่นประมาทหรือคาดไม่ถึงนี่แหละ
มาพูดถึงไพ่งานแกะดอกกันดีกว่า สำหรับไพ่งานแกะดอกนั้น ปัจจุบันยังมีการนำไปใช้เล่นกันอยู่ตามบ่อนต่าง ๆ อยู่ทั่วไป ลักษณะการแกะดอกจะใช้วิธีนำมีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมมาใช้ในการแกะดอกที่บริเวณด้านหลังของไพ่นั้น ๆ ซึ่งมีหลายลวดลายเช่นกัน ส่วนจุดที่ทำตำหนิในการแกะดอกนั้น ผู้ทำจะเป็นผู้กำหนดเองว่าไพ่เบอร์ไหนควรทำตำหนิที่ใดสำหรับการแกะดอกจะมีจุดประสงค์ในการแกะดอก คือ

แกะดอกแบบรู้แต้มและสีดอกของไพ่ ใช้ในการเล่นรัมมี่ ตีแตก

แกะดอกแบบรู้แต้มอย่างเดียว ใช้ในการเล่นป๊อก 8-9 และ เก้าเก

แกะดอกแบบแยกแต้มมากแต้มน้อย ใช้ในการเล่นป๊อก 8-9