logo

ณัฏฐ์ โดย Nutt Krait

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2563

โตช้าไม่ได้หมายความว่าจะไม่โต : ‘Late bloomer’ เติบโตช้าๆ อย่างมีคุณภาพ

ในยุคที่เราเห็นความสำเร็จของคนอื่นได้ง่าย การเปรียบเทียบกับชีวิตของตัวเองก็เลยเกิดขึ้นได้ง่าย หลายคนแต่งงานมีครอบครัว หลายคนได้งานในบริษัทชื่อดัง หลายคนได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าคนนายคน หลายคนมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ตัดภาพมาที่เรา บุคคลที่เพิ่งจะเริ่มงานได้ไม่นาน แถมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นงานที่ชอบจริงๆ หรือเปล่า

สมัยก่อน ยิ่งอายุมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความกดดันในใช้ชีวิตมากเท่านั้น แต่สมัยนี้แค่อายุ 20 ต้นๆ เราก็ถูกสภาพแวดล้อมบังคับให้ต้องค้นพบให้ได้ว่า ตัวเองชอบทำอะไร อยากทำอะไร แล้วจะเดินไปเส้นทางไหนต่อ แต่พอเรามืดแปดด้าน หาคำตอบให้คำถามเหล่านั้นไม่ได้ และมี gap year ที่เนิ่นนานจนเกินไป เราจึงรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า และไม่เอาไหนซะเลย
ทั้งที่ลึกๆ เราเชื่อว่าวันนั้นจะต้องมาถึงสักวัน
เพราะเราก็แค่เป็นพวก ‘late bloomer’ เท่านั้นเอง

Late Bloomer ดอกไม้ที่บานช้า แต่บานอย่างสะพรั่ง

เดิมแล้ว คำว่า late bloomer เอาไว้ใช้อธิบายถึงเด็กผู้หญิงที่โตเป็นสาวช้ากว่าคนอื่น อาจจะเป็นในเรื่องของสรีระ หรือการแต่งหน้าแต่งตัว แต่เมื่อถึงวัยที่เธอโตเต็มที่ และเรียนรู้ที่จะแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยตัวเอง เมื่อนั้นเธอกลับสวยจนสะดุดตาใครหลายๆ คนอย่างไม่น่าเชื่อ
จนต่อมาคำนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการอธิบายถึงคนที่เติบโตช้า แต่เติบโตอย่างมีคุณภาพและประสบความสำเร็จในที่สุด เพราะในยุคนี้ early achievement หรือการประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ถือเป็นเรื่องที่สังคมมองว่าเท่ และตีไปว่านั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของการเป็นมนุษย์ ทำให้หลายๆ คนเร่งใช้ชีวิตมากเกินไป เช่น เรียนพิเศษตั้งแต่อายุยังน้อย หรือเรียนจบก็รีบหางานทำเพื่อจะได้มีความมั่นคงไวๆ จึงทำให้คนที่มี gap year หรือเลือกที่จะค้นหาตัวเองไปก่อนถูกมองว่าเป็นคนที่เคว้งคว้างไร้ทิศทาง ไม่เติบโตสักที
แต่จะให้ทุกคนเติบโตพร้อมกันได้อย่างไร?
ในเมื่อวิทยาศาสตร์เองก็ยังบอกเลยว่า 
คนเราจะค้นพบทักษะความสามารถ
ในวัยที่แตกต่างกัน 
บางทักษะเราอาจจะค้นพบในวัย 40 ปี หรือบางทักษะเราก็ค้นพบมันตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี ทำให้เห็นข่าวบ่อยๆ ว่าเด็กอายุเพียง 10 ต้นๆ สามารถสอบเทียบเด็กมหาวิทยาลัยหรือพูดได้ถึง 5 ภาษา แต่ในขณะที่อัตราเด็กอัจฉริยะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน อัตราการเป็นโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และการฆ่าตัวตายในวัยรุ่นก็ตีคู่มาด้วยเช่นเดียวกัน
“ทุกช่วงอายุ คนเราจะเก่งในบางสิ่งและแย่ในบางอย่าง แต่เราจะคงที่กับเรื่องบางเรื่องในที่สุด ซึ่งมันอาจไม่ใช่ช่วงอายุที่เราคิดว่าเราทำหลายอย่างออกมาได้ดีก็ได้” โจชัว ฮาร์ทชอร์น (Joshua Hartshorne) นักวิจัยจาก MIT กล่าว (อ้างอิงจากวารสาร Psychological Science)
เพราะฉะนั้น late bloomer จึงไม่ใช่คนที่จะกลายเป็นอัจฉริยะ หรือคนที่มีความสามารถในช่วงข้ามวัน แต่พวกเขาจะมีแรงข้างในที่ค่อยๆ กระตุ้นให้เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งแรงกระตุ้นเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่ถ้วยเกียรติยศ หรือรางวัลที่เป็นข้างนอกกาย แต่เป็นความสุขที่ได้เรียนรู้ประสบความสำเร็จมากกว่า และการเรียนรู้อาจจะไม่ใช่ตำราในห้องเรียน หรือคอร์สออนไลน์ในอินเทอร์เน็ต แต่อาจจะเป็นประโยคประโยคหนึ่ง ภาพภาพหนึ่ง หรือเหตุการณ์หนึ่งที่บังเอิญผ่านเข้ามาในชีวิตก็ได้
ยกตัวอย่างเด็กชายคนหนึ่ง เขามีความสนใจในเรื่องของไฟฟ้าและเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ แต่ด้วยความที่โรงเรียนไม่มีการเรียนการสอนวิชาเหล่านี้ พ่อแม่จึงรู้สึกว่าผลการเรียนของเขาไม่ได้ออกมาดีเลิศสักเท่าไหร่นัก แต่ในเมื่อเขาก็ยังเดินหน้าสนใจเรื่องไฟฟ้าต่อไป จนสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ สุดท้ายเขาก็จะกลายเป็นนายช่างที่มีความสามารถในอนาคต 
เพราะแบบนี้ ผู้ปกครองหลายคนที่กำลังกังวลเรื่องความสามารถของบุตรหลาน ก็อยากให้ลองมองว่าบางทีพวกเขาอาจจะเป็นเพียงดอกไม้ที่ยังไม่งอกงามเต็มที่ ซึ่งเรามีหน้าที่ในการช่วยรดน้ำให้พวกเขา แทนที่จะไปรีบเด็ดออกมาใส่แจกัน หรือกดดันให้กลีบนั้นต้องรีบบานไวๆ

ช้าแต่ชัวร์ อย่ากลัวที่จะใช้เวลา

ริช คาร์ลการ์ด (Rich Karlgaard) นักข่าวชาวอเมริกันและผู้เขียนหนังสือเรื่อง ‘Late Bloomers: The Power of Patience in a World Obsessed with Early Achievement’ เชื่อว่า คนที่ใช้เวลาในการประสบความสำเร็จช้ากว่าคนอื่นจะมีข้อดีหรือ ‘จุดแข็ง’ อยู่ 5 อย่างด้วยกัน ได้แก่ ความเห็นอกเห็นใจ ความยืดหยุ่น ความเข้าใจ สติปัญญา และความอดทน ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้จะนำเราไปพบกับผู้คนหรือสถานที่ที่เหมาะสมกับตัวเองในที่สุด
แต่กว่าจะได้มาซึ่งจุดแข็งเหล่านี้ เราอาจจะต้องผ่านประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากคนอื่น ซึ่งเส้นทาง หรือวิถีชีวิตที่เราเลือกเดินก็ดูเหมือนจะเป็นธรรมชาติมากกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ใช้เส้นทางแบบสูตรสำเร็จ อย่างการเรียนจบชั้นมัธยม ก็ไปต่อมหาวิทยาลัย จบไปก็หางานทำ เมื่อมีความมั่นคงทางการเงิน ก็สร้างบ้าน มีลูก มีครอบครัว
เราแค่ลองสำรวจรอบๆ เนินเขา
ที่เรายืนอยู่อย่างแท้จริงเท่านั้นเอง – ริช คาร์ลการ์ด
อย่ากลัวการล้มเลิก หรือลาออกจากอะไรสักอย่าง ถ้าสุดท้ายมันทำให้เราเปลี่ยนไปเดินในเส้นทางที่ถูกต้องมากขึ้น มี self-compassion หรือความเมตตาต่อตัวเองให้มากๆ บางอย่างต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ อาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า เดือนหน้า หรือปีหน้า และบางทีเราอาจจะโทษความรู้น้อยหรือความพยายามที่ไม่มากพอสำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น จนพาลเกลียดสิ่งที่เป็นอยู่ไปซะทั้งหมด แต่วันหนึ่งเราจะเรียนรู้ว่า การใจร้ายกับตัวเองก็ไม่ใช่วิธีที่ทำให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้นกว่าเดิมเลย

เหมือนที่เขาว่าผู้หญิงวัย 30 ปีจะเป็นวัยที่สวยสะพรั่งมากที่สุด ราวกับเงาะค่อยๆ ถอดรูป หรือดอกไม้ที่ออกดอกออกผลช้า แต่เมื่อถึงเวลาดอกนั้นจะเบ่งบานอย่างสวยงาม ในขณะที่ดอกอื่นๆ แข่งกันเติบโตจนร่วงโรยไปจนหมดแล้ว ดังนั้น จงเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จ ถึงแม้มันจะหมายความว่า เราอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าคนอื่นก็ตาม


อ้างอิงข้อมูลจาก

วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563

เต่า ซิ่ง 2700cc

Memminger Roadster 2.7 แนวทันสมัย

ล่าสุด จูนเนอร์ชาวเยอรมัน Memminger Roadster 2.7 ซึ่งเป็น VeeDub สิ่งที่ทันสมัยใน Bug สายคลาสสิก ผลที่ได้คือ VeeDub ที่ดูดีที่สุดเท่าที่สาย Topless – Roadster เคยประสบพบพานมา
The CAR is the CAR..เพราะว่า รถเป็นรถ !?!..รถมิได้เป็นแค่ชิ้นข่าว
เนื่องจาก Autowoke.com ของชาวลาว ว ว ..เอ๊ย ! ..ชาวเรา..สายแข่งขันยานยนต์โลก ปรากฏตัวเป็นที่หลัง ณ กลางสนาม Digital 4.0 จึงต้องกวดขันกันหนักหน่วงเรื่องข้อมูลอันเป็น เท็จ..เอ๊ย !..ข้อมูลอันเป็น “รถ”.. The CAR is the CAR..เพราะว่า รถเป็นรถ !?!..รถมิได้เป็นแค่ชิ้นข่าว HA Ha ha a a  ))))
          ราว เม.ย. 2018 โดย MARTIN TUNING ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก VeeDub VW Beetle..เต่าทอง ในฐานะหนึ่งในรถยนต์ที่โดดเด่นที่ Iconic ตลอดกาล Volkswagen Beetle ซึ่งน่าจะเป็นเพียงคันเดียวในจักรวาล ที่แม้แต่ E.T. มนุษย์ต่างดาวรู้จักแพร่หลายในหมื่นล้าน Galaxy หาก Network ไปถึง ง ง ง
โดยเพียงเห็นภาพ VW ก็แทบไม่ต้องมีการแนะนำใดๆ ด้วยด้วยการผลิตกว่า 21 ล้านคัน ถูกสร้างขึ้นในช่วง 65 ปีที่ผ่านมา และในขณะที่รูปร่างของมันเป็นที่จดจำได้ทันที ทั้งที่ VW ยังห่างไกลจากรถที่เก๋ไก๋ที่สุดที่เคยสร้างในโลกานุวัฒน์ ใบโคตรเซร็งนี้ !?@#$%
Memminger Roadster 2.7 เป็นสิ่งที่ทันสมัยใน Beetle VW Classic
ล่าสุด จูนเนอร์ชาวเยอรมัน  Memminger Roadster 2.7 ซึ่งเป็น VeeDub สิ่งที่ทันสมัยใน Bug สายคลาสสิก ผลที่ได้คือ VeeDub ที่ดูดีที่สุดเท่าที่สาย Topless – Roadster เคยประสบพบพานมา ด้วยผลงานที่น่ายกย่องให้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยน Icon ขนาดกะทัดรัดกลายเป็นรถ Topless สองที่นั่งพลบังโหด ด ด ..งดงามกระจาย ย ย ย !?!
         จริงๆ Memmingerดัดจริตผลิตเป็น #Porsche 356 Speedster ยุค Elvis-James Dean ที่สาย สว. Hot Hit กันก็ย่อมได้ แต้นั่นน่ะมันแค่หมากชั้นเดียว ว ว
แต่โก๋แนวห้างสรรพสินค้ารุ่นโมเดิร์นเทรด Georg Memming ผู้ก่อตั้ง Memminger ซับซ้อนกว่า สว. ยั่ย เขาเริ่มเซร็งกับ  #Cabrio Beetles 1992 ที่โคตรจะเลี่ยนมาจัดทรงซะใหม่ ซึ่งตอนนี้ Memminger Roadster 2.7 ได้กลายเป็นธุรกิจหลักของ บริษัท ( * ที่ไม่ต่างอันใดจาก Singer-Porsche ..The Startup และ Tuner Cars แนวธุรกิจสายรุ่งอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จ..เหลือเชื่อ
Upgrade ขุมพลังกลางลำ Mid–Ship พิกัด 2.7 L
ต้นพลังคือ Porsche 2.7 ..1998 Engine of the Year Award”
Upgrade ขุมพลังกลางลำ Mid–Ship พิกัด 2.7 L – 210 แรงม้าและแรงบิด 182 ปอนด์-ฟุต แนวอัพเกรด รวมถึงดิสก์เบรกจาก Porsche 911 + ระบบกันสะเทือนพอร์ช  น่าจะนำความกระฉับกระเฉงกระชุ่มกระชวย ด้วย นน. เพียง 1,763 ปอนด์- แค่ 800kg. เท่านั้น ( นน. 50-50 เบากว่าครี่งๆ พอร์ช โรดสเตอร์ เจ้าของเครื่อง 2.7 ..กรู  จิ บร้าตาย ย ย ย )))) ทำให้เต่าตัวนี้ แม่มขยี้ กวางสายฟ้า จาก #Stuttgart ได้สะบึม ม ม ม !?@#$%
            ภายในสายเรซ ..มีการตกแต่งภายในใช้แนวคิดรถสนาม Race Car คุณยังสามารถเห็นโครงท่อแบบท่อเปลือยที่น่าจะบอกใครๆได้ว่า Memminger Roadster 2.7 เกิดขึ้นมาเป็นตัวจัด ด ด ด
แวะย้อน 1949-2020 ..70 ปีเต่าถลก ก ก ..70th Volkswagen Beetle Cabrio
ส่วนใหญ่มาจากจุดทางกลไกรถเปิดประทุนแบบจำลองหลังคาสร้างขึ้นตามแบบหลังคาเหล็กนี่คือภาพรวมคร่าวๆของ Top Less –Roadster & Cabriolet ร่างแรกในปี 1949 โฟล์คสวาเกนเจ้าของตำนาน หมาแดงแห่งกำแพงเมือง Wolfsburg-Germany รับอนุมัติการออกแบบ VeeDub 2 Seater ..เต่าทองสองที่นั่ง ที่จ้างวานผลิตโดย Josef Hebmüller und Son ( and son) ที่ได้รับการออกแบบและผลิตมานานกว่า 30 ปี ก่อนจะมาถึงมือ  #Karmann–Ghia ในปีหลังๆ
1949 แรกมี ..Type 14A เต่าถลก
Hebmüller เรียกเต่าถลก..ของเขาว่า #Type 14A อย่างเป็นทางการ และถูกสร้างขึ้นคันแรกในปี 1948  ก่อนจะกำเนิดบนสายการผลิตในปี ’49 ถัดมา
Type 14A มีคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดคือฝากระโปรงหน้าหลังที่ดูคล้ายกันมาก ! แต่เมื่อกระดองเต่าหายไป กล้ามท้อง Down Impacted ต้องเสริมแข็งแรงขึ้น + กรอบกระจกบานหน้าต้องแข็งมากกว่า รุ่นเต่าทองหลังค่อมปรกติ
Hebmüller Cabriolet –Type 14A ตัวสุดท้ายถูกสร้างขึ้นในปี 1953 โดยมีการผลิตรวม 696 คัน โดยทั้งหมดนั่น Hebmuller ได้ผลิตเป็นรุ่น Soft Top ประทุน ‘ผ้าใบ’ ที่ประสบความสำเร็จราว 480 คัน (นอกนั้นเป็น Roadster-ถอดหลังคา)
1955 Karmann-Ghia
5-6 ปี ถัดมา K-G ค่อยขยับเข้ามาสานงานต่อ Josef Hebmüller und Son ( and son) และเริ่มผลิตโฟล์คสวาเก้นเปิดประทุน ในปี 1955 โดยผลิตเป็น 4 ที่นั่ง 2 ประตู Work Cars จำนวนมาก ก ก ก ที่ใช้งานได้จริงเมื่อเทียบกับ เต่าสายฟ้า Type 14A ของ Hep  โดย Karmann  มียอดการผลิต VeeDub Topless ให้กับ VW Beetle ราว 331,847 Cabriolets ที่ออกจากสายการผลิตในช่วง 1955 – 1980
2018 ผลิตล๊อตแรก 20 ตัว
แต่ Memminger ได้พิจารณาที่จะนำมา Hand Made ผลิตมือโดยมีจำนวน จำกัด 20 คัน แต่หากปัจจุบันมีความต้องการยังผ่าน Orders Maker เรื่อยๆแต่ Memminger ยอมรับว่า ตนจะไม่พยายามกระโตกกระตาก ก ก ใดๆ ให้เป็นการสะเทือนต่อยอดการผลิต Beetle Factory แต่ประการใด โดยหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะ หาก Memminger สยายปีกเกิน น น ..#New Beetle Cabrio น่าจะมีสะเทีอนไต ด้วยว่า ลูกค้าส่วนหนึ่งจากคนรุ่นปัจจุบัน อาจหันไปคว้า Memminger Roadster 2.7 ..HA Ha ha a a ))))..จบข่าว ว ว ว  !?@#$%
(* หมายเหตุ  :   Cabriolet = เก๋งเปิดหลังคา 4-5 ที่นั่ง / Roadster = สปอร์ตเปิดหลังคา 2 ที่นั่ง / Topless   = รถไร้หลังคา ทุกแบบ ทุกที่นั่ง)

Memminger Roadster 2.7 Roadster
Engine    :   6 Boxer – In Mid-Ship
Displacement   :   2715 cc
Max hp   :  210 hp @ 6200 rpm
Max.  thq  :  182 ft-pd @ 3600 rpm
Gear   :  5 Speed
L x H X W  :  4140 X 1585 X 2524  mm
Weight  :  930 kg
Speed  :  210 km/h
:  0-100 km/h :  @  6 sec
Price  :  150 000 Euro – *4,500,000 Bht

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Toyota Corolla 1969 First Generation _โตโยต้า โคโรร่า รุ่นแรก + Lexus IS F (My next project)


เป็นการผสมผสาน  บอดี้ปู่ Toyota Corolla 1969  เจนแรก ครอบลงบน แชสซีของหลาน Lexus IS F V8  จากการรวมร่างในครั้งนี้ทำให้ Corolla วินเทจที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งนี้ พร้อมกับทำให้มีพละกำลังถึง 416 hp แรงบิด 371 lb-ft ไม่ได้มีเพียงแค่เครื่องยนต์แต่ยกมาทั้งหมดรวมถึงภายในด้วย
    เมื่อคุณมอง Toyota Corolla 1969  จากภายนอกอาจจะคิดว่ารถโบราณ แต่ภายใต้ฝากระโปรงรถนั้นคือ เครื่องยนต์ รหัส 2UR-GSE V8  5,000cc 416 แรงม้า แรงบิด 371 นิวตันเมตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติแปดสปีดที่ทันสมัย และแชสซี Lexus IS F 2010 ทำให้รถออกมาอย่างสมบรูณ์แบบ 
    เพื่อให้ทุกอย่างเข้ากันได้ Corolla ต้องโดนตัดออกเป็นสองส่วนและเพิ่มความกว้างประมาณ 11 นิ้วและยาว 3 นิ้ว ในส่วนฐานล้อ Lexus นั้นสั้นลง 14 นิ้ว แน่นอนว่ามีความท้าทายหลายอย่าง การสร้างลำตัวและฝากระโปรงที่ทำจากไฟเบอร์กลาส หลายส่วนถูกประกอบเข้าด้วยกันจากสิ้นส่วนมากมายทั่วทุกมุมโลก สีภายนอกที่เป็นสีเขียวมะกอก
นอกเหนือจาก ตัวรถที่มีความสวยงามและลงตัวแล้ว การตกแต่งภายในยิ่งดูดีกว่าภายนอก แม้ว่าภายนอกจะดูเป็นแบบโบราณแต่เมื่อเข้ามาภายใน  การตกแต่งนั้นดูทันสมัยยิ่งกว่า เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง Alcantara ทรงสปอร์ต หน้าจอ Infotainment คอนโซนเปลี่ยนเกียร์และแผงหน้าปัดยกมาจาก Lexus IS F ทั้งหมดและเมื่อคุณจับพวงมาลัย ที่หุ้มด้วยหนัง Alcantara แต่เมื่อมอง ออกไปที่กระจกมองข้าง จะเห็นว่ายังคงความโบราณอยู่  กระจกที่ถูกติดตั้งไว้ตำแหน่งบังโคลนข้างหน้า
และนี้ก็เป็นรถอีกหนึ่งคันที่ได้รับการปรับแต่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการเปลี่ยน Corolla เก่าให้กลายเป็นปีศาจในยุคสมัยใหม่ นั้นอาจจะต้องเสียเงินไม่ใช้น้อยในการปรับเปลี่ยน แต่เมื่อทำสำเร็จบอกได้คำเดียวว่ามีความสุขทุกครั้งที่ได้มองและได้ขับมัน 
ถ้ามีอู่ไหนทำได้เนียนๆ แบบนี้ รบกวนแนะนำเจ้าของ blog ทีนะครับ อยากทำ แบบนี้เลย อิอิ

คัดลอกบทความ จาก
https://www.autospinn.com/2019/12/toyota-corolla-76039