logo

ณัฏฐ์ โดย Nutt Krait

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

108 วิธีโกงไพ่ -----------> อ่านซะๆจาก เซียนเดี๋ยวซวย (เก็บมาฝาก อิอิ)


(เก็บมาฝาก อิอิ) หลายคนคงไม่ได้ตื่นเต้น แต่ ผมเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้ อาจใหม่สำหรับบางคน 

วงการพนันมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่หลาย ๆ คนยังไม่รู้ถึงความน่ากลัวของมัน ผมเคยพยายามหลายต่อหลายครั้งที่จะหยิบยกเอามาเสนอ ให้คนในสังคมได้ทราบ ได้รู้ ได้เห็น แต่ก็ถูกต่อต้านจากบุคคลหลายกลุ่มว่า หนังสือหรือผลงานของผมเป็นเหมือนดาบสองคม กล่าวหาว่าเป็นหนังสือที่ไม่สร้างสรรค์ ผมเคยคุยกับคนกลุ่มนี้หลายคนแล้วว่า หนังสือไม่สร้างสรรค์ตรงไหนเขาบอกว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการพนัน ผมก็ตอบว่าใช่ แต่การที่ผมเอาความลับเทคนิคและเล่ห์กลโกงมาเขียนนำเสนอเนี่ยมันผิดตรงไหน คนพวกนั้นบอกว่ามันผิดศีลธรรม ผมก็เลยถามเขาต่อไปว่าผิดศีลธรรมตรงไหน ก็หนังสือที่ผมเขียนไม่ได้มีจุดประสงค์ไปชักชวนให้ใครไปเล่นการพนัน แต่ขณะเดียวกันผมกลับชี้ให้เห็นโทษและเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของการพนันว่ามันมีอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอ ผมกล้าพูดได้เลยว่าคนทั่วโลกส่วนมากมีความผูกพันกับการพนันเสี่ยงโชคในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตีไก่ – ไฮโล – ไพ่ – หวย – มวย – ม้า – ปลากัด หรือแม้กระทั่งหมากัดกัน ก็ยังเอามาเป็นการพนัน เหมือนอย่างบางประเทศ แต่คุณรู้มั้ยว่าการพนันแต่ละประเภทนั้นเขามีเทคนิคและวิธีโกงกันอย่างไร ผมกล้าพูดได้เลยว่า 90 % ของคนทั่วโลกไม่มีใครรู้ 5% รู้บ้างไม่รู้บ้าง ส่วนอีก 5% เป็นพวกเซียนเดินสายจริง ๆ เพราะฉะนั้นการที่ผมนำเรื่องราวเหล่านี้มาเปิดเผย ผมกล้าพูดได้เลยว่า 90% ของคนที่ไม่มีความรู้ มีความต้องการที่จะอยากรู้ถึงลักษณะและเล่ห์เหลี่ยมกลโกงต่าง ๆ ของการพนันแต่ละประเภท เพื่อจะได้เกิดความระมัดระวัง ไม่ต้องถูกหลอกถูกโกงจากพวกเซียนพนันทั่วๆ ไป ผมคงไม่มีอำนาจไปยุยงส่งเสริมให้ใครหันไปเล่นการพนัน ไอ้ครั้นจะไปบอกให้เขาเลิกเล่นการพนัน เดี๋ยวเขาก็จะด่าหาว่าไปเสือกเรื่องส่วนตัวของเขาอีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือ ชี้แนะและอธิบายให้เขาเห็นเสียเลยว่า การพนันมันมีโทษอย่างนี้นะ และให้พวกเขาเหล่านั้นตัดสินใจกันเอาเอง แบบนี้ดีกว่าใช่ไหมครับ 

108 กลโกงไพ่ 


การพนันไพ่ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นไพ่ป๊อก 8-9 เก้าเก รัมมี่ ผสมสิบ กบดำกบแดง ถ้าบอกว่าไม่มีการโกงคงไม่มีใครเชื่อแน่นอน แต่การโกงที่ว่านั้นมีอะไรกันบ้างล่ะ มีใครตอบได้ และทำได้บ้างทำให้ดูหน่อยสิ กว่า 17 ปีที่ผมได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็น ได้ฝึกฝนจากเซียนบางคน ครูพักลักจำบ้าง เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมายหลายอย่างในวงการ จนปัจจุบันผมมีลูกศิษย์มากมายและก่อนหน้านี้ ผมก็เคยเป็นเซียนเดินสายเล่นเกือบทั่วประเทศ หากินกับพวกนักร้องคาเฟ่หมอนวด เซลส์แมน พ่อค้าแม่ค้า อีกมากมายหลายวงการ ไม่เน้นเข้าบ่อนใหญ่ ทุก ๆ ที่ที่เดินทางไปเล่น ได้มากน้อยต้องได้กลับมาแน่นอน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อผมได้ค้นพบสัจธรรม เมื่อตัวเองกลับมาโดนพรรคพวกที่เดินสายเล่นด้วยกันหักหลังโกงกันเอง จนผมแทบเอาชีวิตไม่รอด จึงทำให้ผมคิดอยากจะเลิกเล่นการพนัน แต่อีกนั่นแหละ ทุกอย่างย่อมมีอุปสรรค เพราะว่าแต่ก่อน เรามีรายได้จากการเล่นการพนัน แต่ถ้าเราเลิกเล่นการพนันเราจะทำมาหากินอะไร หนังสือก็เรียนไม่จบ ม.3 จะไปสมัครงานที่ไหนได้ เคยไปสมัครงานทำงานโรงงานแถวสมุทรปราการ ทำได้ 10 วันก็ยอมแพ้ เพราะไม่ทำงานหนัก แพ้ฝุ่นละอองด้วย คิดไปคิดมาก็เลยอยู่เฉย ๆ ดีกว่า หาปากกา กระดาษ มาเขียนบันทึกประสบการณ์ต่าง ๆ เอาไว้จนกระทั่งได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้ทดลองทำหนังสือสไตล์เปิดเผยเทคนิคกลโกง ออกมาทดลองขายในตลาด ก็ประสบผลสำเร็จพอสมควร จนกระทั่งได้ไปออกรายการโทรทัศน์ คือรายการตีสิบ ก็ยิ่งได้รับความสนใจและประสบการความสำเร็จตามมาอีกมากมาย เพราะหนังสือของผมมันไม่ใช่หนังสือประเภทดาราภาพยนตร์ – สารคดี – นิยาย แต่หนังสือของผมเป็นหนังสือแหวกแนวต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง เพราะหนังสือของผมจะนำเสนอแต่เรื่องแฉกลโกง ในวงการพนันโดยที่ไม่มีใครกล้าทำกัน แต่ผมทำผมเขียนเพราะผมไม่กลัวอะไร กลัวไปทำไม เคยมีคนถามผมว่าไม่กลัวว่าพวกเซียนพนันทั่วๆ ไป จะลงขันฆ่าผมบ้างเหรอ ที่เอาเรื่องกลโกงของพวกเขามาเปิดเผย โอ้ย!... ผมอยากจะหัวเราะเป็นภาษาโปรตุเกส ก็มันจะมีใครเอาเงินมาลงขันฆ่าผม ทุกวันนี้ไอ้พวกเซียนเอง มันก็แทบจะไม่มีกินกันอยู่แล้ว เล่นวันหนึ่งหยุดไปสองเดือน ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากินสารพัด แล้วมันจะเอาเงินทีไหนมาลงขัน ผมเคยผ่านชีวิตแบบนี้มาแล้วผมรู้ดี เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้จักผมมากกว่านี้ เอาไว้ติดตามผลงานชิ้นต่อไปดีกว่า รับรองว่ามันกว่านิยายเสียอีก เพราะนี่คือความจริง

สำหรับกลโกงไพ่ 108 กลโกงที่ผมได้นำมาแสดงนี้เป็นเทคนิคต่าง ๆ ที่มีการนำมาเล่นกันจริง ๆในบ่อนการพนัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส ตลอดจนเจ้าของบ่อนให้การเอื้ออำนวย สำหรับเทคนิคกลโกงก็มีอีกมากมายหลายอย่างด้วยกัน คือ ปลิ้นไพ่ ย่นไพ่ เก็บไพ่ สับไพ่ ซ่อนไพ่ เปลี่ยนไพ่ ไพ่งานต่าง ๆ และมีอีกมากมายหลายอย่าง เพราะเทคนิคต่าง  ที่ได้เกริ่นกล่าวให้ฟังนี้นั้น สามารถนำไปพลิกแพลงสถานการณ์ในการเล่นได้อีกมากมาย เซียนที่เก่ง  และมีความชำนาญนั้น สามารถแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างสบาย ไม่ว่าจะเล่นเป็นเจ้ามือหรือเล่นเป็นลูกค้าก็ตามแต่ เริ่มสนใจแล้วใช่ไหมล่ะ

ปลิ้นไพ่ใบล่าง

เทคนิคการปลิ้นไพ่ใบล่างนี้ ถือว่าเป็นวิธีการโกงที่มีมาแต่ดั้งเดิมเลยทีเดียว แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีคนนำมาเล่นกันอยู่ ที่นำมาเล่นได้ก็เพร่าว่าไม่ค่อยมีใครรู้อย่างแท้จริง บางคนรู้แต่ทำไม่เป็น จะไปพูดไปด่าเขาก็ไม่ได้ เดี๋ยวก็จะโดนทำร้ายเสียเปล่า  มีทางเดียวก็คือ ต้องเลิกเล่นออกมาก่อน ส่วนพวกเซียนด้วยกันถ้าเขารู้เขาก็ไม่ได้โวยวายอะไร อย่างดีก็ขอเอี่ยวด้วยกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป ดีเสียอีกไม่ต้องออกแรงอะไรรอแบ่งเปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป ดีเสียอีกไม่ต้องออกแรงอะไรรอแบ่งเปอร์เซ็นต์อย่างเดียว ก็อย่างที่บอกทีแรกนั่นแหละ ถึงคุณจะรู้ว่าโดนโกงแต่คุณทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ก็ป่วยการเปล่า ๆ เดี๋ยวถ้าพวกเซียนเขาพูดย้อนกลับมาคุณนั่นแหละ ที่จะหน้าแตกเอง

ผมโกงอะไร อย่ามาพูดอย่างนี้นะ เล่นเสียแล้วพาลนี่หว่า ถ้าหาว่าผมโกงไหนลองทำให้ดูสิเพียงเท่านี้คุณก็แย่แล้ว ทางที่ดีที่สุดก็คือ เลิกออกมาซะก่อนแล้วขอเอี่ยวด้วยซะเลย แต่ก็อย่างว่าอีกนั่นแหละ คุณก็ยังไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของเซียนพวกนั้นเขาอยู่ดี เพราะว่าเขาสามารถพลิกแพลงสถานการณ์แกล้งเล่นเสียโดยการถ่ายเอาเงินที่ได้มาตอนแรกให้กับหน้าม้าคนอื่นที่กำลังเล่นอยู่ก็เป็นได้ นี่แหละที่เขาเรียกว่าเล่ห์เหลี่ยมเชิงชั้นกลโกงล่ะ


ลักษณะการดูเซียนที่ใช้เทคนิคในการปลิ้นไพ่ใบล่าง

ลักษณะการดูเซียนที่ใช้เทคนิคในการปลิ้นไพ่ใบล่าง ก็คือ
1. การเก็บไพ่
2. การสับไพ่
3. การตัดไพ่ ตีลังกา
4. การจับไพ่
5. การแจกไพ่
6. การปลิ้นไพ่
ทั้งหมดนี้คือ องค์ประกอบการเล่นไพ่โดยรวมของการใช้เทคนิค ในการปลิ้นไพ่ใบล่างคราวนี้เรามาดูกันดีกว่า ว่าเทคนิคที่ว่านั้นเขามีวิธีการทำกันอย่างไร และดูกันอย่างไร

โดยเริ่มจากการเก็บไพ่ ซึ่งเป็นหัวใจหลัก เซียนเขาจะเก็บไพ่ตัวที่ต้องการเอาไว้ข้างล่งสุดก่อน 2 ใบ คือ 3-6 ดอกจิก สมมติว่าเป็นการเล่นการพนักป๊อก 8 – 9 แต่ถ้าเป็นการพนันอื่นก็จะใช้วิธีเดียวกันนี่แหละเพียงแต่ใช้วิธีการคัดเลือกตัวไพ่ที่แตกต่างกันออกไปเท่านั้นเอง
ขั้นตอนต่อมาจะเป็นขั้นตอนของการสับไพ่ วิธีการสับไพ่ก็คือ เขาจะทำการสับไพ่แบบหลอกตา คือสับเฉพาะไพ่ที่ถืออยู่ข้างบน แต่จะไม่สับไพ่ข้างล่างขึ้นไป เพราะฉะนั้นไพ่ที่อยู่ข้างล่างก็ยังคงอยู่ที่เก่าเหมือนเดิมเช่นในรูป

หลังจากทำการสับไพ่เสร็จแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนของการตัดไพ่ หลังจากที่เซียนทำการยื่นไพ่ไปให้ลูกค้าทำการตัดไพ่แล้ว สมมติว่าไพ่ที่ลูกค้าตัดไพ่ประมาณกลาง ๆ กองออกไปแล้ว เซียนที่เล่นเป็นเจ้ามือก็จะทำการหยิบไพ่กองข้างล่างที่มีไพ่ 6 – 3 ดอกจิกอยู่นั้นมาแจกได้ทันที

ก่อนที่จะทำการแจกไพ่ เราต้องมาสังเกตดูอาการของการจับไพ่กันก่อนนะครับว่าเขามีเทคนิคในการจับไพ่กันอย่างไร แบบที่ 1 คือ ปลิ้นใบล่างออกทางด้านบน แบบที่ 2 ปลิ้นใบล่างออกตามแนวด้านข้าง

การดึงไพ่ใบล่างออกมาทางด้านบน
การจับไพ่แบบที่ 2

ลักษณะการจับแบบที่ 1 ปลิ้นไพ่ใบล่างออกทางด้านบน จะมีวิธีการจับแบบใช้นิ้วชี้ นิ้วกลางนิ้วนาง ประคองด้านข้างเอาไว้ ส่วนนิ้วก้อยจะคอยประคองไพ่ด้านล่างเอาไว้ และนิ้วหัวแม่มือจะประคองอยู่ทางด้านบนมีหน้าที่ในการปล่อยไพ่และล็อกไพ่

ลักษณะการจับแบบที่ 2 ปลิ้นไพ่ใบล่างออกทางด้านข้าง จะมีวิธีการจับคล้าย ๆ กัน ต่างกันที่วิธีการปล่อยไพ่เท่านั้นเอง วิธีการจับจะใช้นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย ทำหน้าที่ประคองด้านข้างเอาไว้ ในขณะที่นิ้วชี้ทำหน้าที่ประคองไพ่ด้านบนเอาไว้
หลังจากที่รู้เทคนิคในการจับไพ่กันไปแล้ว คราวนี้เรามาดู เทคนิควิธีการแจกไพ่กันบ้าง วิธีการแจกไพ่นั้น ก็ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมาย ก็แจกสบาย ๆ ธรรมดาให้กับพวกลูกค้าแต่ละคนโดยการแจกแต่ไพ่ใบที่อยู่ข้างบนให้กับลูกค้า

แจกไพ่


1. แจกไพ่มาถึงเจ้ามือ ปรากฏว่าเป็นไพ่ที่มีแต้มน้อย เจ้ามือก็จะเตรียมฉ่างไพ่ใบนั้นหงายทิ้งไป
2. หลังจากที่ฉ่างไพ่ใบนั้นหงายทิ้งไปแล้ว เจ้ามือก็จะแจกไพ่ใบต่อมาให้มาอยู่ในตำแหน่งของเจ้ามือแทนไพ่ใบที่ฉ่างหงายทิ้งออกไป
หลังจากแจกไพ่รอบแรกผ่านไป คราวนี้ก็มาถึงแจกไพ่รอบที่ 2 เจ้ามือ(เซียน) ก็จะทำการแจกไพ่ให้กับลูกค้าไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ จนกระทั่งใกล้จะมาถึงเจ้ามือ (เซียน) ก็จะอาศัยการดูตำหนิของไพ่งานที่นำลงไปเล่นนั่นแหละ ซึ่งทำให้รู้ว่าไพ่ที่จะมาตกอยู่ในตำแหน่งคือตัวอะไร และเมื่อรวมแต้มกันแล้วได้กี่แต้ม เช่นสมมติว่าไพ่รอบแรกที่แจกมาตกตำแหน่งเจ้ามือคือ 7 ดอกจิก ส่วนไพ่รอบที่ สอง ไพ่ที่จะมาตกในตำแหน่งของเจ้ามือ คือ 8 โพธิ์แดง ซึ่งถ้ารวมแต้มกันแล้วได้แค่ 5 แต้ม ส่วนไพ่อีกใบถัดจาก 8 โพธิ์แดง ก็คือ ไพ่ 10 ดอกจิก ซึ่งเมื่อถ้าหากทำการย่นไพ่ เอาไพ่ 10 ดอกจิกออกมาได้ก็จะทำให้แต้มของเจ้ามือเพิ่มเป็น 7 แต้มทันที เพราะฉะนั้น คราวนี้ผมจึงจะแสดงให้ท่านได้เห็นถึงเทคนิคในการย่นไพ่ ให้คุณ ๆ ได้เห็นกันว่าเซียนเดินสายทั่ว ๆ ไป เขามีวิธีการในการทำกันอย่างไร
สมมติว่าไพ่ที่แจกมาในรอบที่ 2 ไพ่ตัวที่จะมาตกอยู่ในตำแหน่งเจ้ามือก็คือ 8 โพธิ์แดง ส่วนไพ่ใบถัดไปคือ 10 ดอกจิก
สำหรับเทคนิคในการย่นไพ่ ก็คือ เจ้ามือ(เซียน) เห็นแล้วว่าไพ่ที่ตัวเองต้องการก็คือ 10 ดอกจิกซึ่งอยู่ในตำแหน่งใบถัดไปจาก 8 โพธิ์แดง เจ้ามือก็จะใช้เทคนิคการย่นไพ่ดึงไพ่ใบที่ 2 ก็คือ 10ดอกจิก ออกมา ก็คือ โดยการใช้วิธีการย่นไพ่ ก็คือ เจ้ามือ (เซียน) เขาก็จะใช้นิ้วหัวแม่มือทำการดึงไพ่ใบบนสุด (8 โพธิ์แดง) ถอยกลับมาข้างหลังนิดนึง ในขณะเดียวกันก็จะใช้มืออีกข้างหนึ่งดึงไพ่ใบที่ 2 (10 ดอกจิก) ออกมาทันที ซึ่งจังหวะในการดึงไพ่ใบที่สองนี้ จะต้องดึงออกมาด้วยความคล่องแคล่วและว่องไว จึงจะไม่สามารถจับได้



ไพ่งานแกะดอกแบบรู้แต้มและสีของไพ่

เทคนิคในการแกะดอกสำหรับใช้ในการเล่นการพนันไพ่รัมมี่ และการพนันไพ่ตีแตกนั้นจะเป็นการแกะดอกทำตำหนิแบบรู้ไพ่ทุกตัวว่าไพ่ใบนั้น คืออะไร และสีดอกของไพ่คือตัวอะไรสำหรับเทคนิคในการแกะดอกนั้น ส่วนใหญ่จะมีการกำหนดแต้มไพ่ ดังนี้ คือ

1. แกะดอกทำตำหนิซ้ายไปขวา
2. แกะดอกทำตำหนิจากบนลงล่าง
จากรูปแสดงให้เห็นลักษณะลวดลายทางด้านหลังของไพ่ที่มีความนิยมนำมาใช้เล่นกันมากที่สุดตามบ่อนต่าง ๆ ในปัจจุบัน

1. ลายที่ 1 ไพ่ตอง 1
2. ลายที่ 2 ไพ่กระดาษ
3. ลายที่ 3 ไพ่ตอง
ก่อนอื่นเรามาดูลักษณะทางด้านหลังของไพ่กันก่อนว่า ไพ่แต่ละยี่ห้อนั้นจะมีลวดลายที่แตกต่างกันไปดังเช่น ลวดลายต่อไปนี้ คือ ไพ่ตอง 1 – ตอง 2 – ตอง 5
หมายเหตุ ลวดลายของไพ่ทั้ง 3 ชุดนี้ จะมีความนิยมนำมาเล่นกันมากที่สุดตามบ่อนต่าง ๆ ไม่ว่าบ่อนเล็กหรือบ่อนใหญ่
การแกะดอกไพ่แบบที่ 1 (ดอกที่อยู่ขอบนอก) ตอง 5 จะทำการแกะดอกทำตำหนิแบบเริ่มจากซ้ายไปขวาไล่ไปทีละดอก คือดอกที่ 1 คือ A ดอกที่ 2 คือ 2 ดอกที่ 3 คือ 3 ดอกที่ 4 คือ 4 ดอกที่ 5 คือ 5 ดอกที่ 6 คือ 6 แกะดอกทำตำหนิไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบทุกตัว การแกะดอกจะเห็นทั้งด้านบนและด้านล่างโดยแกะดอกทำตำหนิแบบทแยงมุม ดังเช่นในรูป

วางไพ่ 1 ใบโชว์หลังไพ่ไล่แต้มศรชี้ดอกไล่แต้ม

ไพ่วาง 1 ใบโชว์หลังไพ่ศรชี้ไล่ดอกสี
สำหรับการแกะดอกทำตำหนิ เพื่อบอกสีดอกของไพ่จะทำการแกะดอกทำตำหนิโดยเริ่มจากดอกที่ 2 ทางซ้ายมือลงมา คือ สีโพธิ์ดำ ดอกที่ 3 คือ สีโพธิ์แดง ดอกที่ 4 สีข้าวหลามตัด ส่วนไพ่สีดอกจิกไม่ต้องทำก็ได้ให้ผู้ที่ทำตำหนิจำเอาไว้ด้วยตัวเอง

การแกะดอก (ตอง 5 )

แกะดอกเสร็จแล้ว
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาว ๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป

วางไพ่ 1 ใบ โชว์หลังไพ่ไล่แต้มศรชี้บอกแต้ม
การแกะดอกแบบที่ 2 (ดอกที่อยู่ขอบใน) จะทำการแกะดอกทำตำหนิ โดยเริ่มจากซ้ายไปขวาเช่นเดียวกับการทำตำหนิแบบที่ 1 แต่จะอยู่ในขอบด้านใน การกำหนดแต้มจะเริ่มจากไพ่ดอกแรกทางซ้ายมือ คือ ดอกที่ 2 คือ 2 ดอกที่ 3 คือ 3 ไล่ไปเรื่อยจนกว่าจะครบทุกตัว สำหรับการแกะดอกทำตำหนิ เพื่อบอกสีดอกของไพ่จะทำการแกะดอกทำตำหนิโดยเริ่มจากดอกที่ 1 ทางซ้ายมือลงมา คือ สีโพธิ์ดำ ดอกที่ 2 คือสีโพธิ์แดง ดอกที่ 3 คือ สีข้าวหลามตัด ส่วนไพ่สีดอกจิกไม่ต้องทำก็ได้ให้ผู้ที่ทำตำหนิเอาไว้ด้วยตัวเอง

1. แกะดอก (ตอง 5)
2. แกะดอกเสร็จแล้ว
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาว ๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป

หลังไพ่ศรชี้ดอกและมุมไพ่เพื่อบอกแต้ม
การทำตำหนิแกะดอกไพ่แบบที่ 3 ดอกที่อยู่ขอบนอก โดยจะเริ่มจากดอกแรกทางซ้ายมือเป็นการแกะดอกทำตำหนิบอกแต้ม ดังนี้ คือ หนึ่งดอกจะมี 4 มุม มุมที่ 1 คือ A มุมที่ 2 คือ 2มุมที่ 3 คือ 2 มุมที่ 4 คือ 4 ส่วนไพ่ดอกที่ 2 จะเริ่มทำตำหนิจากมุมล่างก่อนคือ 5 มุมที่ 2 คือ6 มุมที่ 3 คือ 7 มุมที่ 2 คือ 10 มุมที่ 3 คือ J มุมที่ 4 คือ Q ส่วนไพ่ ไม่ต้องทำ ผู้ที่ทำการแกะดอกทำตำหนิจะรู้ด้วยตัวเอง

หลังไพ่ศรชี้บอกสี
สำหรับการแกะดอกเพื่อบอกสีดอกของไพ่จะทำการแกะดอกทำตำหนิจากไพ่ดอกแรกนับจากทางขวามือสุด ดังนี้ คือ 1 ดอกจะมี 4 มุม มุมแรกล่างสุดจะเป็นสีโพธิ์ดำ มุมที่ 2 คือ สีโพธิ์แดง มุมที่ 3 คือ สีข้าวหลามตัด มุมที่ 4 คือ สีดอกจิก

1. การแกะดอก (ตอง 5)
2. แกะดอกเสร็จแล้ว
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาวๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป
หมายเหตุ สำหรับการแกะดอกไพ่แบบรู้แต้มและรู้สีดอกของไพ่ จะมีจุดประสงค์ในการนำมาเล่นไพ่รัมมี่และไพ่ตีแตก เพราะสามารถรู้ไพ่ทุกตัวว่าไพ่ใบนั้น คือตัวอะไร ควรจั่วหรือไม่ควรจั่ว ใครคอยอะไรจะรู้หมด สามารถพลิกแพลงการเล่นได้หลายรูปแบบด้วยกัน
การแกะดอกแบบที่ 4 (ดอกที่อยู่ขอบนอก) (ตอง 2) จะทำการแกะดอกทำตำหนิแบบเริ่มจากซ้ายไปขวาไล่ไปทีละดอก คือ ดอกที่ 1 คือ ดอกที่ 2 คือ 2 ดอกที่ 3 คือ 3 ดอกที่ 4 คือ 4 ดอกที่ 5 คือ 5 ดอกที่ 6 คือ 6 แกะดอกทำตำหนิไปเรื่อยจนกว่าจะครบทุกตัว การแกะดอกจะแกะทั้งด้านบนและด้านล่างโดยจะแกะดอกทำตำหนิแบบทแยงมุม (ดังเช่นในรูป)

1. วางไพ่ 1 ใบ โชว์หลังไพ่ไล่แต้ม ศรชี้ดอกไล่แต้ม
2. ไพ่วาง 1 ใบ โชว์หลังไพ่ศรชี้ดอกบอกสี
สำหรับการแกะดอกทำตำหนิ เพื่อบอกสีดอกของไพ่จะเริ่มจากดอกที่ 1 ซ้ายมือลงมาคือสีโพธิ์ดำ ดอกที่ 2 คือ โพธิ์แดง ดอกที่ 3 คือ สีข้าวหลามตัด ส่วนไพ่สีดอกจิกไม่ต้องทำตำหนิก็ได้ ให้ผู้ทำตำหนิจำเอาไว้ด้วยตัวเอง

1. แกะดอก (ตอง 2 )
2. แกะดอกเสร็จแล้ว
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิ ภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาว ๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป
การแกะดอกแบบที่ 5 (ดอกที่อยู่ขอบใน) จะทำการแกะดอกทำตำหนิโดยเริ่มจากซ้ายไปขวาเช่นเดียวกันกับการทำตำหนิแบบที่ 1 แต่จะอยู่ภายในขอบด้านใน การกำหนดแต้มจะเริ่มจากไพ่ดอกแรกทางซ้ายมือ คือ ดอกที่ 2 คือ 2 ดอกที่ 3 คือ 3 ไล่ไปเรื่อยจนครบทุกตัว

วางไพ่ 1 ใบ โชว์หลังไพ่ไล่แต้ม ศรชี้บอกแต้ม
สำหรับการแกะดอกทำตำหนิ เพื่อบอกสีดอกของไพ่จะทำการแกะดอกทำตำหนิ โดยเริ่มจากดอกที่ 1 ทางซ้ายมือลงมา คือ สีโพธิ์ดำ ดอกที่ 2 คือ สีโพธิ์แดง ดอกที่ 3 คือ สีข้าวหลามตัดส่วนไพ่สีดอกจิกไม่ต้องทำตำหนิก็ได้ ให้ผู้ทำตำหนิจำเอาไว้ด้วยตัวเอง

วางไพ่ 1 ใบ โชว์หลังไพ่ไล่แต้ม ศรชี้ดอกบอกสี
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาว ๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป

1. การแกะดอก (ตอง 2)
2. แกะดอกเสร็จแล้ว
การทำตำหนิแกะดอกไพ่แบบที่ 6 ดอกที่อยู่ขอบนอกโดยเริ่มจากดอกแรกทางซ้ายมือ เป็นการแกะดอกทำตำหนิแบบแต้ม ดังนี้ คือ 1 ดอกจะมี 4 มุม มุมที่ 1 คือ มุมที่ 2 คือ 2 มุมที่ 3 คือ 3 มุมที่ 4 คือ 4 ส่วนไพ่ดอกที่ 2 จะเริ่มทำตำหนิจากมุมล่างก่อน คือ 5 มุม ที่ 2 คือ 6 มุมที่ 3คือ 7 มุมที่ 4 คือ 8 ส่วนไพ่ดอกที่ 3 มุมล่างสุด คือ 9 มุมที่ 2 คือ 10 มุมที่ 3 คือ J มุมที่ 4 คือQ ส่วนไพ่ ไม่ต้องทำ ผู้ที่ทำการแกะดอกทำตำหนิจะรู้ด้วยตัวเอง

หลังไพ่ ศรชี้และมุมไพ่เพื่อบอกแต้ม
สำหรับการแกะดอก เพื่อบอกสีดอกของไพ่ จะทำการแกะดอกทำตำหนิจากไพ่ดอกรำนับจากทางขวามือสุด ดังนี้ คือ 1 ดอกจะมี 4 มุม มุมแรกล่างสุด คือ สีโพธิ์ดำ มุมที่ 2 คือ สีโพธิ์แดงมุมที่ 3 คือ สีข้าวหลามตัด มุมที่ 4 คือ สีดอกจิก

หลังไพ่ ศรชี้ดอกบอกสี

การแกะดอก (ตอง 2)
แกะเสร็จแล้ว
วิธีการแกะดอกจะใช้มีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมแกะทำตำหนิภายในดอกของไพ่สะกิดให้พอเป็นรอยขาว ๆ ขึ้นมาก็พอ ดังเช่นในรูป
หมายเหตุ สำหรับการแกะดอกไพ่แบบรู้แต้ม ไม่รู้แต้ม และรู้สีดอกของไพ่ จะมีจุดประสงค์ในการนำไปเล่นไพ่รัมมี่และไพ่ตีแตกเพราะเราสามารถรู้ไพ่ทุกตัวว่าไพ่ใบนั้น คือตัวอะไร ควรจั่วหรือไม่ควรจั่ว ใครคอยอะไรจะรู้หมด สามารถพลิกแพลงการเล่นได้หลายรูปแบบ

ยังเล่นได้อีกหรือพี่ คำถามนี้ผมจะเจออยู่บ่อยมาก สำหรับไพ่งานแกะดอกและไพ่งานอื่น ๆ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนถึงถามกันเช่นนั้น คือ ถามเหมือนรู้มาก ฉลาดมาก แต่พอผมเอาไพ่แกะดอกออกมาให้ดูกลับมองไม่รู้ว่าตำหนิอยู่ตรงไหน นี่แหละเขาเรียกว่าพวกอวดรู้ ผมเคยเจอหลายต่อหลายคนที่ชอบพูดดักหน้าเอาไว้ เวลาเข้าไปเล่นตามบ่อนต่าง ๆ ถ้าเล่นโกงกูละก็โดนกระทึบไม่ได้ออกจากบ่อนแน่ ทำเป็นพูดใหญ่โตคนพวกนี้แหละที่จะโดนโกงมากกว่าเพื่อน เพราะประมาทคิดว่าไม่มีใครกล้าโกง พูดเหมือนรู้ว่าการโกงมีอะไรบ้าง แต่จะรู้จริงแค่ไหนเท่านั้นเอง แต่คนพวกนี้หารู้ไม่ว่าพวกเซียนเดินสายนั้นน่ะ เวลาเขาจะเข้าไปเล่นโกงแต่ละที่นั้น เขาจะมีการลองเชิงดูก่อนว่ามีวิธีไหนบ้างที่เขาสามารถโกงได้ เช่น วิธีที่ 1 โกงไม่ได้ก็หันไปใช้วิธีที่ 2 ถ้าโกงไม่ได้ก็หันไปใช้วิธีที่ 3 เป็นต้น และเทคนิคการโกงมีเป็นร้อยวิธี ใครจะไปไล่จับเขาทันล่ะ ขนาดผมเองที่ว่ามีฝีมือขนาดนี้ บางทียังโดนโกงจากเทคนิคเก่า ๆ เช่น ปลิ้นไพ่ใบล่าง หรือพวกตีลังกาสลับไพ่เลย เพราะการที่เราเล่นประมาทหรือคาดไม่ถึงนี่แหละ
มาพูดถึงไพ่งานแกะดอกกันดีกว่า สำหรับไพ่งานแกะดอกนั้น ปัจจุบันยังมีการนำไปใช้เล่นกันอยู่ตามบ่อนต่าง ๆ อยู่ทั่วไป ลักษณะการแกะดอกจะใช้วิธีนำมีดคัตเตอร์ที่มีปลายแหลมคมมาใช้ในการแกะดอกที่บริเวณด้านหลังของไพ่นั้น ๆ ซึ่งมีหลายลวดลายเช่นกัน ส่วนจุดที่ทำตำหนิในการแกะดอกนั้น ผู้ทำจะเป็นผู้กำหนดเองว่าไพ่เบอร์ไหนควรทำตำหนิที่ใดสำหรับการแกะดอกจะมีจุดประสงค์ในการแกะดอก คือ

แกะดอกแบบรู้แต้มและสีดอกของไพ่ ใช้ในการเล่นรัมมี่ ตีแตก

แกะดอกแบบรู้แต้มอย่างเดียว ใช้ในการเล่นป๊อก 8-9 และ เก้าเก

แกะดอกแบบแยกแต้มมากแต้มน้อย ใช้ในการเล่นป๊อก 8-9

วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

GTO Great Teacher Onizuka


GTO คุณครูพันธ์หายาก

เมื่อ 4-5 ปีก่อนนั้น จีทีโอ คุณครูพันธุ์หายาก นั้น ก็จัดว่าเป็นการ์ตูนที่โด่งดังสุดๆในยุคนั้นเลย ถึงขนาดมีละครซีรี่ย์ และ ภาพยนตร์ ที่ดัดแปลงจากการ์ตูนเรื่องนี้มาฉายในบ้านเรา และก็ได้รับความนิยมจากบรรดาวัยรุ่นหลายๆคน ถึงจะขนาดไปเปรียบเทียบกับละครชุดนิสิตนักศึกษาเรื่องหนึ่งของบ้านเราที่ยังฉายไม่จบซะทีว่า ชอบจีทีโอมากกว่า (ทั้งๆที่มันเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย มันคนละสไตล์กัน) และกระแสความดังของเรื่องนี้ ก็ทำให้บรรดาผู้กำกับละคร(จอมมักง่าย)ของบ้านเรา ก็นำพล็อตจากการ์ตูนเรื่องนี้ไปดัดแปลงเป็นของตนเอง และก็โดนกลุ่มนักวิชาการวิจารณ์ในแง่ลบมาแล้วเช่นกัน จีทีโอ นั้น ก็เป็น คำย่อมาจาก Great Teacher Onizuka ซึ่งก็แน่นอนว่า เรื่องนี้ มี คุณครูหนุ่ม โอนิซึกะ เอคิจิ เป็นตัวดำเนินเรื่องนั่นเอง แต่จริงๆแล้ว โดยพื้นฐานเดิมของโอนิซึกะ ก็เคยเป็นนักเรียนนักเลงที่อยู่แก๊งซิ่ง และ เคยปรากฏในผลงานเก่าของ โทรุ ฟูจิซาวะ อย่าง Bad Company และ คู่คนลุยเลอะ แต่พอมาถึงจีทีโอนั้น ก็พบได้เลยว่า ลายเส้นของผู้แต่งดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจีทีโอนั้น ก็เป็นเรื่องที่ โอนิซึกะ เอคิจิ ในตอนแรกเริ่มนั้น ก็เป็นคนที่ดำเนินชีวิตไปวันๆ ไม่มีจุดหมายในชีวิต แต่ก็มีเหตุการณ์ซึ่งเป็นจุดพลิกผันในชีวิตของเขา เมื่อเขาเห็น อาจารย์คนหนึ่งกำลังเดินใกล้ชิดกับนักเรียนสาวม.ปลายคนหนึ่ง ทำให้โอนิซึกะตัดสินใจที่ทำอาชีพเป็นครู เพื่อหวังจะมีนักเรียนสาวๆมาเป็นแฟน และในที่สุดก็มาลงเอยที่โรงเรียนคิซึโชที่มี อ.เรียวโกะ ซากุไร เป็นผอ. ซึ่งประทับใจท่าทางของโอนิซึกะมาก และเห็นความหวังที่จะให้โอนิซึกะช่วยจัดระเบียบของเหล่าลูกศิษย์ที่มีปัญหาทั้งหลาย และแล้วโอนิซึกะก็ได้เป็นอาจารย์ประจำชั้นของ "อดีต 2/4"(ปัจจุบัน 3/4) ซึ่งรวบรวมแต่เด็กที่มีปัญหา ที่มีปัญหานั้นก็เพราะเหตุการณ์ๆหนึ่งซึ่งทำให้พวกเขานั้นเปลี่ยนไป แถมเด็กเหล่านั้นเป็นเด็กม.ต้น ซึ่งผิดไปจากที่เขาหวังไว้ แล้วโอนิซึกะจะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกศิษย์แต่ละคนของเขาได้หรือไม่ สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ และ คิดจะหามาอ่านจริงๆ นั้น ก็ขอให้ทำใจกับสิ่งที่เรื่องนี้ได้นำเสนอไป คืออ่านแล้วอย่าพยายามมองว่า เรื่องนี้มีแต่มุขตลกที่ค่อนข้างจะเจ็บตัว สองแง่สองง่าม รุนแรง เพราะจริงๆแล้วเรื่องนี้ก็ได้ส่องสะท้อนถึงสังคมปัจจุบันของญี่ปุ่นโดยตรง อ่านๆไปก็คล้ายๆกับสภาพสังคมในบ้านเราโดยเฉพาะในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆ ซึ่งมีสิ่งที่คล้ายกันก็คือ ที่เป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่ไม่ค่อยจะมีเวลาดูแลลูก จนต้องต้องหาอะไรมายึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ เพื่อน และเพื่อนนั้นก็มีผลในการดำเนินชีวิตของเรา ถ้าคบเพื่อนที่ไม่ดี อาจทำให้เราต้องมั่วสุมกับยาเสพย์ติด อบายมุขทั้งหลาย หรือบางทีอาจโดนหลอกให้ไปขายตัวหรือถูกกระทำทางเพศ และอีกอย่างสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีการแข่งขันสูง จนทำให้คนที่แพ้อาจต้องโดนดูถูก อับอาย หรือเลวร้ายที่สุดก็คือฆ่าตัวตาย ซึ่งในสังคมญี่ปุ่นนั้นมีทั้งหมด และในเมื่อหาใครเป็นที่พึ่งไม่ได้ สิ่งสุดท้ายที่มาเป็นที่พึ่งได้ก็คือคนที่เข้าใจในตัวเราและยอมรับในตัวเรา ซึ่งในเรื่องนี้ก็บ่งบอกไว้ชัดเจนว่า เป็นโอนิซึกะ ซึ่งสามารถเอาเด็กที่มีปัญหาเหล่านั้นได้อยู่หมัด เอาชนะใจเด็กได้ และเด็กๆก็ยอมรับในเขา ในแง่ลายเส้นนั้น ลายเส้นก็ดูดี ให้รายละเอียดดีมาก วาดผู้หญิงได้Xมากๆ ดูแล้วใช่เด็กม.ต้นจริงหรือเปล่า(ฮา) ส่วนพล็อตนั้นก็ทำได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการผูกปมของตัวละคร โดยเฉพาะเหล่าลูกศิษย์เจ้าปัญหาของโอนิซึกะให้เห็นถึง ปม ที่มาที่ไป และ มุมมองปัญหาของลูกศิษย์วัยรุ่นของโอนิซึกะได้กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โยชิโตะ คิคุจิ หนุ่มอัจฉริยะสมองกล มุราอิ คุนิโอะ ที่มีคุณแม่ยังสาว โยชิคาวะ โนบุรุ เด็กหนุ่มที่ขาดความกล้า โนมุระ โทโมโกะ หรือ หนูซื่อบื้อที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง และ ชอบทำอะไรผิดพลาดจนน่ารำคาญ คันซากิ อุรุมิ เด็กสาวอัจฉริยะ แต่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณพ่อตัวจริงที่ให้กำเนิดเขา ไอซาวะ มิยาบิ สาวเย็นชาที่คอยหาเรื่องโอนิซึกะ แต่อีกด้าน เขาก็มีปัญหาด้านครอบครัว และ ครูประจำชั้นคนก่อนที่เป็นสาเหตุให้เพื่อนเธอถูกไล่ออก เป็นต้น และ โอนิซึกะ ก็ใช้วิธีแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนใครมาจัดการกับเหล่านักเรียนเจ้าปัญหาให้พวกเขามีความสุข และใช้ชีวิตที่ถูกต้อง นอกจากโอนิซึกะ จะต้องแก้ปัญหากับเหล่านักเรียนของเขา แต่เขาจะต้องแก้ปัญหาให้กับเหล่าอาจารย์คนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อ.ฟุยุซึกิ อาซึสะ ที่หน่อมแน้มเกินกว่าจะเป็นครู แถมโดนลูกศิษย์แกล้งบ่อย อ.เทชิงาวาระ ซึงุรุอาจารย์คณิตศาสตร์ผู้แอบหลงรักอ.ฟุยุซึกิแบบสุดขั้ว แถมมีความหลังฝังใจกับครอบครัวตัวเอง และ อ.อุจิยามาดะ ฮิโรชิ รองอาจารย์ใหญ่ที่เห็นชื่อเสียง และ เรื่องของตนเองดีกว่าส่วนรวม เป็นต้น ตัวเนื้อเรื่องถือว่าทำได้เยี่ยมตรงที่มีการผูกเรื่องให้ชวนติดตามว่า ความลับของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร เหตุการณ์ที่ทำให้ห้อง2/4เปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไร แล้วโอนิซึกะจะจัดการกับพวกเขาอย่างไร รวมทั้งมุขตลกที่สอดแทรก เหตุการณ์ที่ทำให้ชวนอมยิ้มด้วยทำให้คลายเครียดได้มาก แม้ว่าหลายมุขนั้นอาจไม่เหมาะสมกับผู้อ่านบางกลุ่ม และฉากสะท้อนสังคมก็ทำได้ไม่มีที่ติ แต่ก็มีจุดผิดพลาดอย่างมหันต์ คือ อ่านมาจนจบ25เล่ม ก็มีอยู่บางจุดที่ผู้แต่งยังไม่ได้เฉลย ปล่อยให้ค้างคา โดยเฉพาะ ปัญหาของ วาคุอิ มายุ แล้วตกลงว่ามายุเขามีปัญหาอะไรกับครอบครัวเหรอ? บอกให้เคลียร์ๆหน่อย และ การ์ตูนเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่มีตัวละครเยอะเหมือนกัน จนทำให้ตัวละครบางตัวที่มีบทเด่นตั้งแต่ช่วงแรกๆนั้น กลับไม่ค่อยมีบทบาทในช่วงหลังๆเลย รวมถึง การกระทำ การแสดงออกของตัวการ์ตูน โดยเฉพาะ การแก้ปัญหาแต่ละอย่างของโอนิซึกะ อาจดูไม่เหมาะสมนักสำหรับคนที่เป็นครู หรือการกระทำบางอย่างที่เกินจริงของตัวละครในเรื่อง เวลาอ่านก็ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยก็จะดีมาก

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

FERRARI FXX

เห็นหน้าตาของรถสปอร์ตคันนี้แล้วอยากขับไหม ?
ถ้าอยากละก็ ขั้นแรกจะขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง แค่ลองเปิดบัญชีแล้วดูว่ามีเงิน 1.5 ล้านยูโร หรือ 67 ล้านบาทหรือไม่ ถ้ามี ข้ามไปที่ขั้นต่อไป แต่คราวนี้โอกาสที่จะได้ขับหรือไม่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของเฟอร์รารี่ เพราะพวกเขาจะพิจารณาว่า นอกจากเงินแล้ว คุณมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์คันนี้หรือไม่
ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เพราะเฟอร์รารี่ได้เปิดโปรเจ็กต์พิเศษที่เรียกว่า Client Test Driver โดยมีระยะเวลาอบรม 2 ปี และจัดขึ้นให้กับลูกค้าที่ต้องการพัฒนาทักษะในการขับและยกระดับตัวเองจากนักซิ่งริมถนนมาสู่การเป็นนักขับรถทดสอบ หรือนักแข่งเต็มตัว ซึ่งลูกค้าที่สนใจจะต้องจ่ายเงินจำนวนข้างต้น (ยังไม่รวมภาษี) เพื่อซื้อเจ้าซูเปอร์คาร์ เอฟเอ็กซ์เอ็กซ์ที่พัฒนามาจากรุ่นเอ็นโซ่ เฟอร์รารี่ โดยทางค่ายม้าป่าลำพองจะจำกัดจำนวนการผลิตเพียง 20 กว่าคันเท่านั้น
จากนั้นทีมงานก็จะออกแบบห้องโดยสารและผลิตเบาะนั่งให้เหมาะสมกับสรีระของลูกค้าแต่ละคนที่เข้าร่วมโครงการนี้ โดยในโครงการจะได้เรียนรู้ถึงเทคนิคชั้นสูงของการขับรถสปอร์ตและรถแข่ง อีกทั้งยังมีโอกาสสัมผัสกับนักแข่งชื่อดังของเฟอร์รารี่อย่างมิชาเอล ชูมัคเกอร์ และรูเบนส์ บาร์ริคเคลโล่อีกด้วย

สำหรับตัวรถถือว่าได้รับการพัฒนาให้เหนือชั้นกว่ารุ่นเอ็นโซ่ เฟอร์รารี่ มีการออกแบบตัวถังใหม่เพื่อความเพรียวลมและสามารถสร้างแรงกดบนตัวถังในขณะแล่นด้วยความเร็วสูงดีกว่าเอ็นโซ่ถึง 40% ขณะที่เครื่องยนต์วี12 ทวินแคม 48 วาล์ว 6,262 ซีซีมีกำลังมากกว่า 800 แรงม้า ที่ 8,500 รอบ/นาที พร้อมชุดเกียร์ที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีฟอร์มูลา วันเพื่อรองรับการถ่านทอดแรงม้าลงสู่พื้น

เฟอร์รารี่เปิดเผยว่า เอฟเอ็กซ์เอ็กซ์ไม่ใช่รถประเภทโฮโมโลเกต คาร์ (Homologated Car) ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาเพื่อให้สอดรับกับกฎการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตบางรายการที่มักจะกำหนดว่ารถแข่งที่จะเข้าร่วมได้ต้องมีการผลิตออกขายในตลาดจำนวนหนึ่งด้วย แต่เป็นซูเปอร์คาร์ที่ผลิตและพัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ส่วนเรื่องที่ว่าเมื่อหมดระยะเวลาอบรมแล้วลูกค้าจะได้กรรมสิทธิ์ไปเลย หรือจะนำมาขับบนถนนได้หรือไม่นั้น ทางเฟอร์รารี่ไม่ได้ระบุมา

ใครที่มีคุณสมบัติครบและกำลังว่างๆ ไม่มีอะไรทำ แล้วอยากเปลี่ยนอาชีพเป็นนักแข่ง ก็ลองติดต่อศูนย์เฟอร์รารี่ใกล้บ้านได้เลย
แต่รถตระกูลนี้จะเป็นเจ้าของได้ไม่ใช่ง่ายๆ อย่าง ตัว enzo ผู้ที่จะเป็นเจ้าของได้นั้นต้องเคยซื้อ ferrari มาแล้วอย่างน้อย 1 คัน อีกอย่างมันผลิตแค่ 200 กว่าคันด้วย รวยแท้ๆ ถึงจะซื้อได้ -*-  มีเงินก็ใช่ว่าจะขับได้จริงๆ - -" 
ป.ล. คนที่จะเป็นเจ้าของคันนี้ก็ต้องเป้นเจ้าของ Enzo Road Ver. มาก่อนเช่นกันครับ  ยากเย็นจังงงงงเว้ยยย.กำแท้ๆ กรูว่าอย่าไปฝันถึงมันเลยเหอะ TukTuk made in Thailand ดีกว่า 555!@#$%^&*().




ข้อมูลเพิ่มเติมครับ

6/15/2005 -- Ferrari has developed a truly innovative technical collaboration programme around the FXX prototype aimed at its most dedicated and passionate Clients.
The FXX is the most advanced GT ever created at Maranello and its mission is to involve Ferrari’s most valued Clients as genuine Prancing Horse Test Drivers in their own right. The wealth of data and experience gathered in the course of this very special programme will be exceptionally important.
In fact, the feedback from these highly skilled, non-professional Client Test Drivers will be compared and supplemented with suggestions from Michael Schumacher, Rubens Barrichello and Ferrari’s professional in-house Test Drivers.
Every Client who signs up for the FXX project by purchasing one of the estimated 20 or so cars being built, will actually be joining Team Ferrari, and will have his driving experiences at the wheel of this new car monitored directly by the Prancing Horse’s technicians and specialists.
The FXX is the fruit of Ferrari’s know-how in building special limited-series sports cars combined with, of course, its racing experience. It will provide the basic framework on which the specifics of future extreme models will be worked out. The exceptionally powerful FXX delivers absolutely blistering performance on all fronts.
The FXX has not been homologated for road use and thus will not be a competition model. It will be used exclusively on the track as part of a specific ongoing research and development programme featuring this first ever group of Client Test Drivers.
The FXX is powered by an imposing 6,262 cc V12 engine that can punch out over 800 bhp at 8,500 rpm. Its gearbox is the result of the transfer of F1 strategies, delivering gear change times of under 100 ms. This is almost as fast as the F1 single-seaters, themselves the absolute pinnacle of current technological achievement.
The FXX’s aerodynamic design is particularly innovative too as it has resulted in a shape that produces 40% higher downforce than ever achieved before. It is also possible to adjust the FXX’s mobile spoiler configuration to suit the specific circuit.
Ferrari’s partnership with Bridgestone has resulted in the development of a specific 19” slick tire for this particular model. Likewise Brembo has created a special brake cooling and pad system for the FXX’s extra large Composite Ceramic Material disc brakes.
The Client Test Drivers will also be able to share their unique track experience with a passenger – in fact a second seat is available.
What really sets the FXX apart, however, is the sophisticated telemetry system which will monitor and give feedback on 39 different vehicle dynamics parameters in real time. The system is also able to record other data as demanded by specific circumstances.
The information gathered will then be analysed by the Ferrari technicians working on the programme and discussed with the individual Client Drivers to ensure that the car is kept constantly updated.
The FXX package also includes participation in a series of track events to be organised by Ferrari on various international-level circuits over the coming two years. On these occasions, an official team of technicians will be on hand to provide any assistance and support required by the Client Test Driver.
In addition to these truly unique official events, Clients will also be able to take their cars out on the track independently during private sessions. Clients wishing to leave their car at Maranello will be glad to know that the vehicles will be transported directly by Ferrari to the various European circuits for the scheduled events.
Given the car’s exceptional performance and the unique nature of the package, delivery of each FXX will also include an ad hoc driving course. The instructors will, of course, be professional drivers and the courses will take place at the Fiorano Circuit where Ferrari does its most important F1 single-seaters testing.
After the seat and the pedals have been individually tailored to each driver, there will be a traditional “shakedown” followed by a training session dedicated to test driving methodologies.
After a careful client order selection process, the first FXXs will be delivered by the end of this year. The initial testing of the definitive car is currently taking place at Fiorano. The FXX and the relative package cost a total of 1,500,000 euro (excluding taxes) (approx. $1,790,000) and applications to join the programme are being evaluated by a special in-house committee. 


ข้อมูลเพิ่มเติม.....(road car Timeline, 1960----->present)




Illuminati อิลูมินาติ_(เก็บตก จาก INBOX)

เก็บตก จาก INBOX หลังจากศึกษาเรื่องกลุ่ม อิลูมินาติ (Illuminati) และ มนุษย์ต่างดาว พอจะสรุปสั้นได้ดังนี้ (ย่อๆนะค่ะ ของจริง 111 หน้าครับ) 









ชาวโลกทุกคน ถูกปิดหูปิดตา มาตลอด พวกเราโดนกลุ่ม อิลูมินาติ (Illuminati) ล้างสมอง เพื่อหวังครอบครองโลกใบนี้แต่เพียงผู้เดียว
กลุ่มอิลูมินาติ (Illuminati) จะใช้วิธีล้างสมองโดยเข้าไปซื้อกิจการทั่วโลก เช่น สื่อ TV, บันเทิง, อินเตอร์เน็ต, ข้อมูล, ข่าวสาร, Hollywood, 
ธุรกิจอาหาร, ยา, การธนาคาร, ทหาร, การเมืองแทบทุกประเทศ และ ธุรกิจทุกประเภท ฯลฯ ทั้งหมดนี้โดนกลุ่มอิลูมินาติ (Illuminati) ครอบงำหมดแล้ว


เพื่อให้ชาวโลกตกเป็นทาสพวกมัน เมื่อตกเป็นทาสแล้ว เราก็จะโดนชักจูงได้ง่าย เขาพูดอะไรก็เชื่อไปหมด (เออออไปกับเค้า คิดเองไม่เป็น) 
ส่วนมากพวกกลุ่ม อิลูมินาติ (Illuminati) จะชักจูงชาวโลก โดยผ่านภาพยนต์จาก Hollywood เพื่อมนุษย์เกิดความหวาดกลัว, ความโกรธ, ความแค้น, ชิงชัง, 
และกิเลสต่างๆ มีทัศนะคติในด้านลบ ก็จะส่งผลสนามแม่เหล็กโลก ก่อให้เกิดภัยพิบัติทั่วโลก เพื่อลดจำนวนประชากรลง 90 - 95 % นั่นเอง 
และภัยพิบัติก็เกิดขึ้นทั่วโลกจริงๆด้วย (จะกล่าวตอนท้าย)


เพื่อเป็นไปตามที่ กลุ่มอิลูมินาติ (Illuminati) วางแผนลดประชากรโลกในปี 2012 (เพราะประชากรโลกมากเกินไป นั้นยากที่จะจัดระเบียบโลกใหม่ 
จึงต้องลดประชากรลง 90 - 95 %)


กลุ่มอิลูมินาติ (Illuminati) สร้างระบบเงินกระดาษขึ้นมาเพื่อมอมเมาชาวโลก ให้หลงให้ในโลกที่เขาจำลองขึ้น มนุษย์ก็จะมีชีวิตอยู่ในโลกที่ถูก
กลุ่มอิลูมินาติ (Illuminati) จำลองขึ้น (โลกแห่งความฝัน) โดยที่ไม่รู้ตัวเองเลยว่า กำลังโดนใครบางคนอยู่เบื้องหลัง พวกเรามัวหลงเพลิดเพลินอยู่กับ 
กิเลส, ตัณหา, เงินตรา, ที่ถูกกลุ่ม อิลูมินาติ (Illuminati) นั้นสร้างขึ้นมามอมเมา ทั้งๆที่ในความเป็นจริงพวกเขากำลังหลอกมอมเมาเรา 
เรากำลังตกเป็นทาสของเขาอยู่ โดยไม่รู้ตัวเลย และกลุ่มอิลูมินาติ (Illuminati) มองพวกเราไม่ต่างกับพวกทาสหน้าโง่ตัวนึง


ลองนึกถึงตอนที่เราเด็กๆ เราถูกหลอกมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ตั้งแต่เรื่อง การเข้าโรงเรียน, ประถม, มัธยม, มหาวิทยาลัย,
จบมาก็หางานทำ, จากนั้นก็ซื้อรถ, ซื้อบ้าน, ฯลฯ ซึ่งมันเป็นระบบที่ กลุ่มอิลูมินาติ (Illuminati) นั้นสร้างขึ้นมาตั้งแต่แรกแล้ว (ประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว)
เพื่อมอมเมามนุษย์ ให้อยู่ในระบบที่ถูกจำลองขึ้น (คล้ายอยู่ในความฝัน) ไม่สามารถ ขัดขืนได้ ต้องเป็นทาสพวกมันโดยปริยายตลอดชีวิต
เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆในชีวิตประจำวันของเรา ก็มาจากการผลิตของกลุ่มอิลูมินาติ (Illuminati) ทั้งสิ้น พวกมันซื้อ Take Over 
หรือเข้าไปถือหุ้นในธุรกิจทั่วโลก และครอบงำโลกใบนี้ ไว้ได้เกือบทั้งหมดแล้ว


โดยความเป็นจริงนั้น โลกใบนี้มันไม่มีอะไรเลย มันมีแต่ความว่างเปล่า (สุญตา) ทุกสิ่งที่เราเห็นกันอยู่นั้น
ถูกสร้างขึ้นมาโดยกลุ่มอิลูมินาติ (Illuminati) สร้างขึ้นมาเพื่อจำลองโลกใบนี้ ให้คล้ายๆอยู่ในโลกของความฝัน ให้มนุษย์
หลงเข้าไปเป็นเหยื่อ (เคยดูหนังเรื่อง The Matrix มั้ยคะ) แบบนั้นแหละค่ะ หนังทุกเรื่องของ Hollywood ถูกซื้อ ถูกครอบงำโดย
กลุ่มอิลูมินาติ (Illuminati) ทั้งสิ้น ก่อนหน้าที่กลุ่มอิลูมินาติ (Illuminati) จะทำอะไร พวกเขาจะบอกผ่านภาพยนต์ก่อนเสมอ 
เช่นภาพยนต์เรื่อง The Matrix เรื่อง 2012 เรื่อง และหลายๆเรื่อง เป็นต้น (จริงๆก็แทบทุกเรื่องนั่นแหละค่ะ -*-)


*******************************
เพิ่มเติม
*****
Illuminati (อิลลูมินาติ)
แปลตรงตัวตามดิกชันนารี่ illuminati หมายถึง ผู้ที่มีสติปัญญาอันล้ำเลิศ
อิลลู มินาติ เป็นกลุ่มนักวิทยาศาตร์ตั้งขึ้นมาอย่างลับๆเนื่องจาก พวกตนได้ถูกกลุ่มคริสตจักร ไล่ฆ่า เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นลัทธิ ของซาตาน เนื่องจากเหล่านักวิทยาศาสตร์เกิดความขัดแย้งขึ้นกลับคริสตจักร ในเรื่องการ กำเนิดโลก และในอีกหลายๆเรื่อง ประเด็นหลักก็คือ คริสตจักรเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าสสารไม่มีวันเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า(จึงได้ เกิดทฤษฎี บิกแบง ที่เป็นทฤษฎีการกำเนิดโลกที่ได้รับการเชื่อถือมากที่สุด ในทางวิทยาศาสตร์


เนื่องจากในอดีตศริสตจักรเป็นกลุ่มที่มีอำนาจมาก ทำให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ไม่อาจต่อกรได้จึงต้องคอยหลบหนี หรือแอบซ่อนไม่เปิดเผยตัว จึงได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาโดยใช้ชื่อ illuminati และหาที่รวมกลุ่มเพื่อ ใช้สนทนาเรื่องวิทยาศาตร์กัน หรือแลกเปลี่ยนแนวความคิด สมาชิกกลุ่ม อิลลูมินาติ เช่น กาลิเลโอ


นัก วิชาการส่วนใหญ่เชื่อกันว่า กลุ่มอิลลูมินาติได้แทรกซึมเข้าไป ยังกลุ่มเมซันด้วย กลุ่มเมซัน คือกลุ่มคนที่มีอำนาจทั้งด้านการเมืองและการเงิน เป็นพวกนายธนาคารหรือนักการเมือง อยู่ในกลุ่มนี้


เนื่องจากมีการแทรก ซึมของ อิลลูมินาติไปในกลุ่มเมซัน รองประธานาธิบดีวอลเลซ (Henry Agard Wallace เป็นรองประธานาธิบดีคนที่33ของสหรัฐ) เป็นผู้เสนอสัญลักษณ์ดังกล่าว ให้ประธานาธิบดีโรสเวลต์ (Franklin Delano Roosevelt ประธานาธิบดีคนที่32-33ของสหรัฐอเมริกา) ใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวในธนบัตรดอลลาร์ เนื่องจากทั้งคู่อยู่ในกลุ่มเมซัน และการที่รองประธานาธิบดีวอลเลซเสนอให้ใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นเพราะความ รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของ อิลลูมินาติด้วย 
















สรุปได้ว่า กลุ่มอิลลูมินาติ ต้องการที่จะล้มล้างคริสตจักรนั้นเอง โดยการหาทฤษฎี ต่างๆมาหักล้างเรื่องพระเจ้า เพื่อที่จะเปลี่ยนแกนอำนาจความเชื่อของคนในยุคนั้นจากทางด้านศาสนามาเป็น ด้านวิทยาศาตร์นั้นเอง


อย่างที่บอกกลุ่มอิลลูมินาติ มีการแทรกซึมของ อิลลูมินาติไปในกลุ่มFREEMASON ตอนสร้างเมือง วอชิงตัน ดี.ซี. กลุ่มอิลลูมินาติได้ออกแบบเมืองวอชิงตัน ดี.ซี.
ถ้ามองจากมุมสูง (มองจากนอกโลก)จะเห็นเมืองวอชิงตัน ดี.ซี.เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มอิลลูมินาติคือรูปดาวครับ ขอโทษด้วยที่หาภาพให้ไม่ได้นะครับแต่ลองไปดูใน google earth ได้ครับ สังเกตดีๆนะครับ 


ดิน น้ำ ลม ไฟ ในนิยายเทวากับซาตาน






ม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ แต่สิ่งนี้ก็กลายเป็นจุดขายของนิยายเรื่องนี้ เพราะสถานที่สำคัญ 4 แห่ง ดันมีความหมายเป็น ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ธาตุทั้ง 4 สิ่งเป็นธาตุสากลของหลายชนชาติ โดยธาตุนี้ถูกนำมาใช้ดูลักษณะของคนตามวิชานรลักษณ์ของหมอดูด้วย


หาก จะอ้างว่านี้คือวิธีของนักวิทยาศาสตร์ก็นับว่าน่าสนใจที่นำทฤษฎีนี้มาโยงกับ สมาคมลับอย่าง "อิลลูมินาติ" เพราะดูมันจะขัดแย้งกันระหว่างวิทยาศาสตร์กับโหราศาสตร์


การสร้างผัง เมือง เป็นศาสตร์หนึ่งของพวกสถาปนิก เรื่องนี้จึงโยงไปถึงกลุ่ม "ฟรีเมสัน" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การรื้อฟื้นเรื่องฟรีเมสันในนิยายเรื่องนี้ จึงประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Lamborghini (ตำนาน แลมเบอร์กินี)


lamborghini history
AUTOMOBILI LAMBORGHINI





“เฟอรุชชิโอ แลมเบอร์กินี” เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2459 ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางเหนือของอิตาลี เฟอรุชชิโอให้ความสนใจ ในเรื่องเครื่องยนต์กลไกเป็นอย่างมากตั้งแต่ในวัยเด็กเมื่อโตพอแล้วพ่อแม่ของเขาได้จัดเตรียมให้เขาได้เข้าเรียนในวิทยาลัย อุตสาหกรรม ในเมืองโบโลญญ่าหลังจากที่ได้ศึกษาเป็นเวลาหลายปีเขาก็สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ ทางด้านอุตสาหกรรม และเริ่มทำงานในอู่ซ่อมเครื่องยนต์เมื่อช่วงต้นอายุยี่สิบของเขานั้น สงครามโลกครั้งที่สองได้เกิดขึ้น และเขาได้เข้าร่วมรับใช้ชาติด้วย การทำงานที่ฐานทัพอากาศอิตาลีที่เมือง Rhodes โดยทำหน้าที่ซ่อมแซมยวดยาน หลังจากที่ สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขายังคงถูกบังคับให้ทำงานดังกล่าวด้วยการซ่อมยวดยาน
ของฝ่ายสัมพันธมิตรต่อไปอีกจนถึงปี พ.ศ. 2489ในที่สุดเขาก็ได้กลับบ้าน และได้เริ่มต้นซ่อมแซมรถแทรกเตอร์ในอิตาลี ที่ยังคงใช้อะไหล่จากยวดยานของทหาร และนี่เองคือ จุดเริ่มต้นในการตั้งโรงงานแทรกเตอร์ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในฐานะนักธุรกิจ เฟอรุชชิโอเป็นคนที่เข้าใจชีวิต และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและเป็นเพราะว่าเขาให้ความสนใจในเรื่องยานยนต์โดยเฉพาะประเภทที่มีความเร็วสูง เขาจึงซื้อ เฟอร์รารีไว้หลายคันในช่วงนั้นแต่ในช่วงนั้น การสร้างรถเฟอร์รารี สำหรับถนนปกตินั้นทำการผลิตกันแบบขอไปที เจ้าของรถเฟอร์รารีหลายคนไม่พอใจในรถของ ตนเอง แต่ก็ไม่กล้าที่จะร้องเรียนเพราะกลัวว่าตนเองอาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อรถได้อีก สาเหตุของการให้บริการหลังการขาย ที่ย่ำแย่ เป็นเพราะว่า เอนโซ เฟอร์รารี นั้นได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจทั้งหมดของเขาไปที่รายการแข่งรถ ส่วนรถที่ใช้สำหรับขับขี่ บนถนนนั้นถูกผลิตขึ้นเพื่อนำเงินที่ได้ไปพัฒนารถแข่งของเขาเท่านั้นในช่วงต้นของทศวรรษที่ 60 เฟอรุชชิโอ แลมเบอร์กินี ได้เป็นเจ้าของ เฟอร์รารี 250 GT ถึงกระนั้นเขาก็ต้องส่งรถคันดังกล่าวเข้า ซ่อมหลายครั้งและดูเหมือนว่ามันไม่เคยได้รับการซ่อม แซมได้อย่างถูกต้องเลย และนี่คือปฐมเหตุในการเริ่มต้น ตำนานของ แลมเบอร์กินี

ในครั้งหนึ่ง เมื่อเฟอรุชชิโอ แลมเบอร์กินี ได้รับรถเฟอร์รารีของเขากลับมาจากโรงงาน หลังจากส่งไปซ่อมคลัชท์ แต่ดูเหมือนว่า โรงงาน นั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ดังนั้น เฟอรุชชิโอ จึงคิดที่จะไปเยี่ยมเยียน เอนโซ เฟอร์รารี ด้วยตัวของเขาเอง ดังนั้นเขาจึงไปถึงโรงงานของเฟอร์รารี และได้บอกแก่ เอนโซ เฟอร์รารี ในเรื่องที่เขารู้สึกเกี่ยวกับตัวของเอนโซและรถอันแสนย่ำแย่ ของเขาไปเรื่องสองเรื่องเอนโซ ได้ตอกกลับเฟอรุชชิโอว่า เป็นเพียงแค่คนบ้านนอกที่ไม่มีความรู้อะไรเลยในเรื่องที่เกี่ยวกับรถสปอร์ต ต่างกับเขา ที่มี อยู่เต็ม ในสายเลือด หลังจากการโต้เถึยงครั้งนั้น เฟอรุชชิโอ แลมเบอร์กินี ก็ตัดสินใจว่าเขาจะต้องโต้ตอบเอนโซ ให้เจ็บแสบที่สุดด้วยการสร้างรถของเขาเอง ดังนั้นเขาจึงได้ว่าจ้างบุคลากรที่ดีที่สุดที่เขา สามารถหามาได้ และเริ่มต้นชีวิตผจญภัยของเขาด้วยการสร้าง GTรถที่ สมบูรณ์แบบ และไม่ใช่แค่เขาสร้างมันได้ดีกว่าและเร็วกว่า แต่เขายังต้องการที่จะรับฟังจากลูกค้าของเขาด้วย และช่วยเหลือลูกค้า ของเขาหากเกิดปัญหาจากรถที่เขาสร้างขึ้น
350gt

lamborghini 350 GTV

เฟอรุชชิโอ ได้เริ่มต้นด้วยการสร้างโรงงานใหม่ และตั้งบริษัท “แลมเบอร์กินี ออโตโมบิลี” ซึ่งหากจากโรงงานของเฟอร์รารีเพียง 15 กม. เท่านั้น เขาเริ่มต้นสร้างรถคันใหม่ของเขา ในมุมหนึ่งของโรงงานแทรกเตอร์ ก่อนที่โรงงานสร้างรถยนต์แห่งใหม่จะ พร้อมเสร็จ เขาใช้เวลาทุกนาทีในการพัฒนารถของเขาด้วยตนเอง เฟอรุชชิโอ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกจ้างของเขา เพราะว่าเขา ต้องการที่มีส่วนร่วมในทุกๆ ด้านในการพัฒนารถคันนี้ และบ่อยครั้งที่อยู่เป็น คนสุดท้ายเพื่อคอยปิดสวิชท์ไฟในโรงงานปลายเดือน ตุลาคม พ.ศ.2506 แลมเบอร์กินี 350 GTV คันแรกก็เสร็จสมบูรณ์อย่างไรก็ตาม รถดังกล่าวก็ยังเป็นเพียงรถต้นแบบ และ ผลิตภัณฑ์คันแรกนั้นยังมาไม่ถึงจนกระทั่งเดือนมีนาคม 2507 ด้วย 350 GTที่ได้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกว่าเฟอร์รารีนั้นสามารถที่จะถูกปราบลงได้เช่นกัน และนี้คือเรื่องราวทั้งหมดในการเริ่มต้นจ้าวแห่งตำนานของกระทิงเปลี่ยว

Gallardo LP 570-4 Super Trofeo Stradale 

 

Gallardo LP 560-4 Spyder






Gallardo LP 560-4 Bicolore















Gallardo LP 560-4 Bicolore

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

NISSAN SKYLINE GT-R


ชื่อ Skyline มาจากบริษัทปรินซ์ ออโตโมบาย ก่อนที่นิสสันจะเข้ามาดูแลกิจการแทน ตัวย่อ GT-R ย่อมาจาก Gran Turismo Racer ในขณะที่ GT-B ย่อมาจาก Gran Turismo Berlinetta และญี่ปุ่นเลือกที่จะตั้งชื่อให้เป็นอิตาลีเพื่อส่งเสริมการขาย เพราะว่ารถยนต์ส่วนใหญ่ที่ทำในประเทศญี่ปุ่นในเวลานั้น ส่วนใหญ่ใช้โดยประเทศตะวันตก รถรุ่นต่อมาคือ GT-R ตัวแรกเป็นรถ 4 ประตู PGC10 2000 GT-R สามารถคว้าชัยชนะมาได้ถึง 33 ติด ภาย ปีครึ่งที่มันลงแข่งขัน แล้วมีเป้าหมายที่จะชนะรวดติดต่อกันถึง 50 สนามซ้อน ก่อนที่จะถูก Mazda Savanna RX-3 (สุดยอดแห่งรถโรตารี่ 3สูบ) คว้าชัยชนะไป GT-R ถูกหยุดผลิตเมื่อปี 1972 หลังจากที่มันได้คว้าชัยชนะไปถึง 1000 สนามแล้ว โดย รุ่นสุดท้ายในช่วงนี้คือ KPGC110 2000GT-R ที่ใช้เครื่อง S20 ผลิตกำลังได้ 160 แรงม้า ซึ่งขายได้ประมาณ 197 คันก่อนถูกหยุดเนื่องจากปัญหาน้ำมันแพง


ครั้งแรกที่ GT-Rs ถูกผลิตในปี 1969-1977 หลังจากที่หายไป 16 ปี ตั้งแต่ได้ผลิต Nissan Skyline 2000 GT-R KPGC110‏ ในปี 1972 ชื่อ GT-R ได้ กลับมาอีกครั้งพร้อมกับ Skyline R32 ในปี 1989 และมีชื่อเล่นว่า “Godzilla” และ R32 GT-R ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการ Motorsport ของญี่ปุ่นเป็นอย่างมากโดยการคว้า แชมป์ Japanese Grand Touring Championship ในปีแรกที่ลงสนามแบบ ครบชุด คือการคว้าชัยชนะทั้ง 29 สนาม จาก 29 สนามที่มีการแข่งขัน และก็คว้าแชมป์ รายการต่อเนื่อง ติดต่อกัน 4 ปีซ้อน ตั้งแต่ 1989-1993 หลังจากนั้น R33 ก็ออกมาคว้าแชมป์รายการ N1 ไปอีก 50 สนาม (ช่วง 1991-1997) การแข่ง Group A จึงค่อยๆ ถูกยกเลิกเนื่องจาก ไม่รถคันไหนที่สามารถ มาล้ม R32 ได้ และการแข่งดังกล่าวจึงค่อยๆถูกเปลี่ยน เป็น Super Touring GT500 อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ ไม่เพียงแค่ภายในญี่ปุ่นเท่านั้น R32 ยังได้สร้างประวัติศาสคร์โดยการไปชนะการแข่ง 1000 Km ที่ เมือง Bathrust,Australia ในปี 1991 และในปีต่อมา ทางกรรมการ ได้ ให้ GT-R ต้องแบกน้ำหนักเพิ่ม 100 Kgs แต่มันยังไม่สามารถหยุดเสียงคำรามของ GT-R ลงได้ GT-R ก็ได้รับชัยชนะ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันท่ามกลาง เสียงต่อว่าของ ชาวยุโรปที่มีต่อรถคันนี้พอสมควร สำหรับ R34 เองก็เป็นรถที่วิ่งใน สนาม Nurburing ได้เร็วมากคันหนึ่ง และถ้าเทียบในรุ่นรถ Stock ด้วยกัน น้อยคันที่จะสามารถวิ่งได้ ต่ำกว่า 8 นาที สำหรับ GT-R R35 ตัวใหม่ทาง Nismo ได้เปิดตัวในรายการ Super GT GT500 ปี 2008 นี้ มาแทน 350Z เดิม โดยต้องเข้าแข่งขันกับ Honda NSX,Lambroghini Gallardo,Porsche 911 ฯลฯ เพียงแค่สนามแรกที่เปิดตัวเท่านั้น GT-R ทุกคันที่ร่วมรายการโดนทำโทษให้แบกน้ำหนัก 50 Kgs เนื่องจากมันออกพิฆาตคู่แข่งได้ย่างเลือดเย็น และคว้าอันดับ 1 กับ 2 ไปอย่างง่ายดาย สนามที่ 2 ที่ Suzuka นั้นผลยังออกมา แบบเดิม ทำให้ Team Nismo ต้องแบกน้ำหนักเพิ่มเป็น 100 Kgs ทำให้เป็น ทีมที่ 3 ในประวัติศาสตร์ JGTC/Super GT ที่โดนทำโทษลักษณะแบบนี้ โดยเป็นทีมสุดท้ายก่อนหน้านี้ที่โดนทำโทษลักษณะเดียวกัน ก็คือ ทีม Nismo เอง ด้วย Skyline GT-R เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

Skyline GT-R ได้กลายมาเป็นหัวหอกให้กับนิสสันในการแสดงเทคโนโลยีขั้นสูงที่บรรจุไปด้วยเทคโนโลยีชั้นนำไว้มากมายที่หาไม่ได้ตามรถปกติทั่วไป เริ่มตั้งแต่ ระบบการควบคุมการขับเคลื่อน 4 ล้อ ATTESA-ETS ระบบควบคุมการเลิ้ยว 4 ล้อ Super-Hicas ซึ่งเมื่อเทียบกับรถ Sport ยุโรปที่อยู่ใน ระดับเดียวกันถือว่ามีราคาถูกกว่ากันพอสมควร ซึ่งมีราคาอยู่ที่ ¥4,500,000 ($31,000) และมันมีความนิยมมากในการนำมาแข่งในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แดรก เซอร์กิต ดริฟ และอีกหลายๆ การแข่ง การผลิตของ Skyline GT-R สิ้นสุดในเดือนสิงหาคม 2002 และมันก็ไม่เคยผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นเลย และตลาดส่งออก ได้แก่ ฮ่องกง, ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักรในปี 1991 และมีนิวซีแลนด์ที่ใช้รถนำเข้าจากญี่ปุ่น มันได้กลายเป็นรถสปอร์ตที่โดดเด่นในประเทศจากโลกตะวันตก มันได้กลายเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์หรือเกม เช่น The Fast and the Furious series, Initial D, Shakotan Boogie, Wangan Midnight และ Gran Turismo เป็นต้น และได้รับการยอมรับจากรายการ Top Gear จาก BBC ว่าเป็นรถที่ดีที่สุดในโลกคันนึงทีเดียว
รุ่นแรก (1969-1972) PGC และ KPGC10
เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 1968 ที่งานโตเกียวมอเตอร์โชว์

4 ประตูซีดาน, 2 ประตูคูเป้
เครื่องยนต์ด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
เครื่องยนต์ 2.0L 160 แรงม้า (120 กิโลวัตต์) ที่ 7,000 รอบต่อนาที DOHC S20 I6
เกียร์ 5 speed Manual
ออกแบบโดย Sakurai Shinichiro
รุ่นที่สอง (1973-1977)
KPGC110 ได้รับการพัฒนามาจากรุ่น PGC และ KPGC10 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปลายปี 1972 ที่งานโตเกียวมอเตอร์โชว์ แต่น่าเสียดายที่รุ่นที่สองไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากวิกฤตน้ำมันแพง

2 ประตูคูเป้
เครื่องยนต์ด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
เครื่องยนต์ 2.0L S20 I6
เกียร์ 5 speed Manual
ออกแบบโดย Sakurai Shinichiro
รุ่นที่สาม (1989-1994)
หลังจากที่ยกเลิกการ Skyline GT-R ในปี 1973, นิสสันฟื้นฟู GT-R อีกครั้งในปี 1989 เป็น (E – BNR32) Nissan Skyline GT-R R32

2 ประตูคูเป้
เครื่องยนต์ด้านหน้า, ขับเคลื่อนล้อหลัง / ขับรถสี่ล้อ
เครื่องยนต์ 2.6 L RB26DETT I6 มีแรงม้าทั้งหมด 276 hp และแรงบิดที่ 361 N·m
เกียร์ 5 speed Manual
ออกแบบโดย Ito Naganori
รุ่นที่สี่ (1995-1998)
E – BCNR33 (R33) ได้รับการพัฒนาต่อจาก R32 ในปี 1995

2 ประตูคูเป้, 4 ประตูซีดาน
เครื่องยนต์ด้านหน้า, ขับเคลื่อนล้อหลัง / ขับรถสี่ล้อ
เครื่องยนต์ 2.6 L RB26DETT I6 มีแรงม้าทั้งหมด 400 hp และแรงบิดที่ 470 N·m
ความเร็วสูงสุด 186 ไมล์ (300 กม./ชม.) เร่งจาก 0-100 ได้ในเวลา 4 วินาที
เกียร์ 5 speed Manual
ออกแบบโดย Kozo Watanabe
รุ่นที่ห้า (1999-2002)
GT-BNR34 (R34) Skyline GT-R และ GT-R รุ่น V-spec ถูกปล่อยออกมาในมกราคม 1999

2 ประตูคูเป้
เครื่องยนต์ด้านหน้า, ขับเคลื่อนล้อหลัง / ขับรถสี่ล้อ
เครื่องยนต์ 2.6L RB26DETT I6 Twin-Turbo มีแรงม้าทั้งหมด 500 hp ที่ 6,800 rpm
และแรงบิดที่ 540 N·m ที่ 4,400 rpm
ความเร็วสูงสุด 186 ไมล์ (300 กม./ชม.) เร่งจาก 0-100 ได้ในเวลา 3.8 วินาที
เกียร์ 6 speed Manual
ออกแบบโดย Kozo Watanabe
รุ่นที่หก (2005-ในปัจจุบัน)


2 ประตูคูเป้
เครื่องยนต์ด้านหน้า, ขับเคลื่อนล้อหลัง / ขับรถสี่ล้อ
เครื่องยนต์ VR38DETT (Twin Turbocharged 3.8-liter V6) มีแรงม้าทั้งหมด 473 hp ที่ 6,400 rpm
และแรงบิดที่ 587 N·m ที่ 5,200 rpm
ความเร็วสูงสุด 192 ไมล์ (308 กม./ชม.) เร่งจาก 0-100 ได้ในเวลา 3.5 วินาที
เกียร์ 6 speed Manual
 

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

การระเบิดของ เมนทอส กับ โค้ก

การระเบิดของ เมนทอส กับ โค้ก

ทำไม เมื่อโค้กเจอเมนทอส จึงเกิดฟองซู่พุ่งกระฉูด

อย่างแรกต้องบอกก่อนว่าขบวนการเกิดฟองซู่ระหว่างเมนทอส กับ โค้ก เป็นปฏิกริยาทางฟิสิกส์ ที่เรียกว่า Nucleation ไม่ใช่ปฏิกริยาทางเคมี

  • เนื่อง จากโค้กเป็นน้ำหวานที่ใช้ความดันในการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ลงไป คุณสมบัติของน้ำจะสามารถละลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์(CO2)ได้แค่ระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการละลายCO2ลงไปให้มากขึ้นเพื่อให้ซ่ามาก ก็ต้องใช้ความดันที่สูงอัด CO2 ลงไป
  • ธรรมดาของธรรมชาิติอะไรที่มัน ไม่สมดุลย์มันก็พยายามกลับสู่สมดุลย์ ดังจะเห็นได้จากถ้าเราเปิดขวดน้ำอัดความดันในขวดจะลดลงเท่ากับความดัน บรรยากาศ ทำให้CO2จะค่อยๆละลายออกจนหมด จึงทำให้น้ำอัดลมที่เปิดทิ้งไว้หมดความซ่าในที่สุด
  • แต่เราก็สามารถเร่งขบวนการนี้ได้โดยการ หาอนุภาคที่มีพื้นผิวให้CO2ในน้ำอัดลมเกาะ เพื่อก่อตัวเป็นฟองฟู่ลอยออกมาทีละมากได้
  • และ เมนทอสก็คือตัวช่วยที่ดียิ่งเนื่องจาก ผิวของลูกอมเมนทอสมีการสเปร์ละอองน้ำตาลระดับไมครอนไว้ถึง 40 ชั้น ทำให้ผิวของเมนทอสมีช่องร่องโพรงจำนวนมากและนั้นทำให้ลูกอมเมนทอสมีพื้นที่ ผิวมากอย่างเหลือเชื่อ
  • พื้นผิวจำนวนมากนี้เองที่เป็นสถานที่ให้ก๊าซ คาร์บอนไดออกไซค์เกาะก่อตัวเป็นฟองจำนวนมากขึ้นรอบๆลูกอม เมื่อลูกอมที่กำลังจมลงฟองที่ฟองก๊าซที่เบาก็จะหลุดลอยขึ้นก่อเป็นพื้นที่ ผิวที่ว่างใหม่ให้ฟองก๊าซก่อตัวขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องจนลูกลมตกถึงก้นขวด