logo

ณัฏฐ์ โดย Nutt Krait

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ไชยา สะสมทรัพย์ พระเครื่อง-ปืนทองคำ-เรือยอร์ช-รถยนต์หรู ฮือฮา สมเด็จวัดระฆัง 24 ล้าน สมบัตินักการเมือง!

พระเครื่อง-ปืน-เรือยอร์ช′ สุดหรู ฮือฮา สมเด็จวัดระฆัง 24 ล้าน สมบัตินักการเมือง!

Prev
1 of 1
Next
คลิกภาพเพื่อขยาย

เชื่อหรือไม่? นอกจากที่ดิน และ เงินฝาก "ของเล่น" หรือ "ของสะสม" ที่นักการเมืองแทบทุกระดับแสวงหาไว้ครอบครองมีหลายชนิด ยอดนิยมสุดเห็นจะเป็น พระเครื่อง โดยเฉพาะ"ชุดเบญจภาคี" ใครมีไว้บูชาถือว่าเป็นมงคลสุดแก่ชีวิต รองๆลงไป ได้แก่ อาวุธปืน ภาพเขียน นาฬิกา งาช้าง และ เรือยอร์ช "ติดลบ " จะจาระนัยให้เห็นดังนี้
 ....ยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัฐมนตรีที่มีพระเครื่องราคาแพงสุดคือ เสี่ยหนู-นายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีต รมช.สาธารณสุข มี 15 องค์ ราคา 56.8 ล้านบาท

       ยุครัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์  มีพระรุ่นดังอย่างน้อย 2 คือ นายอภัย จันทนจุลกะ รมว.แรงงาน  และ นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม โดยเฉพาะรายหลังมีพระเครื่อง พระบูชา มูลค่า 17 ล้านบาท 

       ขณะที่นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แม้ไม่มีพระเครื่อง แต่มีพระพุทธรูป 14 องค์ 
        ครม.ยุคนายสมัคร สุนทรเวช  รัฐมนตรี 12 คนที่สะสมพระเครื่อง ได้แก่
        นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกฯ  พระสมเด็จวัดระฆัง 1 องค์ มูลค่า10 ล้านบาท และเครื่องลายครามจำนวนมาก
        นายสุธา ชันแสง รมว.พัฒนาสังคมฯ มีพระสมเด็จบางขุนพรหม (ฐานคู่) 1 องค์ราคา 1 ล้านบาท  พระเครื่องหลวงปู่ภูพิมพ์แซยิดและพิมพ์ 7 ชั้นอย่างละ 1 องค์
        นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รมช.เกษตรฯมี 3 องค์ 2 ล้านบาท
        นายอนุรักษ์ จุรีมาศ  รมช.คมนาคม  3 องค์ 2 แสนบาท
        นายมั่น พัธโนทัย รมว.ไอซีที 5 องค์ 5 แสนบาท
        นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภหลังบ้านพล.ท.หญิงพูนภิรมย์ รมว.พลังงาน แขวนพระสมเด็จจิตรลดา 1 องค์ 5 แสนบาท
         นายสิทธิชัย โควสุรัตน์  รมช.มหาดไทย 1 องค์ 
         นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ  รมว.วัฒนธรรม  35 องค์ พระพุทธรูปบูชา 66 องค์
          นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษาฯ  3 องค์ 
         นายพงศ์กร อรรณพพร รมช.ศึกษาฯ มีทั้งพระเครื่องและพระบูชา
         นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์  พระเนื้อชินและอื่นรวม 7 องค์ ไม่นับพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย สมัยอู่ทอง อีก 5 องค์ ,
         นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ 14 องค์

         ขณะที่นายจักรภพ เพ็ญแข  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ไม่ชอบพระ แต่ สะสมนาฬิกาโบราณอายุ 120 ปีจากอังกฤษ  2 เรือนมูลค่าเกือบ 1 ล้าน  เช่นเดียวกับ เสี่ยไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุขซึ่งถูกพิษหุ้นเกิน 5%  แจ้ง ป.ป.ช.ว่าไม่มีพระห้อยคอสักองค์

    @ จาก สมชาย ถึง อภิสิทธิ์ ล้วนเซียนพระเครื่อง        ครม.ยุครัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์  มีรัฐมนตรี 6 คน สะสมพระเครื่อง ได้แก่
        พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ มท.1 มีทั้งพระสมเด็จ พระสมเด็จจิตรลดา พระเบญจภาคี พระเปิม พระพุทธชินราชใบเสมา หลวงปู่ทวด พระพุกามมูลค่านับล้านบาท

        พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ มีพระเครื่อง พระบูชา 11 องค์ มูลค่า 5 ล้านบาท
        นายอุดมเดช รัตนเสถียร รมว.พัฒนาสังคมฯ มี 28 องค์ มูลค่า 1 ล้านบาท
        นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมช.มหาดไทย มีพระเลี่ยมทอง 2 องค์
        นายศรีเมือง เจริญศิริ รมว.ศึกษาฯมีพระสมเด็จ 2 องค์ 4 ล้านบาท
        และ นายวิชาญ  มีนชัยนันท์ รมช.สาธารณสุข มีสร้อยพร้อมพระ 1 ล้านบาท
        ครม.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนที่มีมากสุด คือนายมานิต นพอมรบดี มีพระพุทธรูป พระเครื่อง พระกิ่ง เหรียญหลวงพ่อต่างๆ 101 องค์  อาทิ

        พระซุ้มกอ ,พระปิดตา, พระพุทธโสธรทองคำ พระชินราชเนื้อผง พระชัยหลังช้าง หลวงพ่อปากน้ำรุ่น 1 หลวงพ่อเนื่องเลี่ยมทอง  เหรียญหลวงปู่จันบ้านยางนครปฐม เหรียญหลวงปู่ดุลย์วัดบูรพาราม เหรียญหลวงพ่อเปลี่ยน มเหศวรพิมพ์เขียว, หลวงพ่อทาวัดพะเนียงแตก เหรียญหลวงปู่บุญวัดวังมะนาว เหรียญหลวงพ่อชุ่มวัดวังมะเดื่อ หลวงพ่อคงวัดบางกระพ้อม หลวงพ่อแดง วัดทำนบ หลวงพ่อแทนวัดธรรมเสนเนื้อผงใบลาน หลวงพ่อเม้ย วัดลาดเมธังกร  หลวงพ่อเนื่องวัดจุฬามณี สมุทรสงคราม   หลวงพ่อเจริญวัดไผ่ล้อม ราชบุรี หลวงปู่ม่วงวัดคุ้งกระถิน ราชบุรี 

       จตุคามรามเทพ จำนวน 115 องค์ แบ่งเป็น ปี 2530 จำนวน  7  องค์  ,จตุคามฯปี 2545 จำนวน 12 องค์  ,จตุคามฯ ปี 2547 จำนวน 75  องค์ , จตุคามฯปี 2549 จำนวน 20 องค์ ,จตุคามฯปี 2550 จำนวน 1 องค์  และสร้อยลูกปัดโบราณ จำนวน 22 เส้น

       รองลงมานายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข มีพระเครื่อง วัตถุมงคล พระคล้องคอ พร้อมตลับทองคำ รวม 34 องค์ มูลค่า 1 ล้านบาท และปืน 2 กระบอก
      เจ้าของพระราคาแพงสุดคือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ   12 องค์ พร้อมสร้อยทอง 4 เส้น 10 ล้านบาท 
      นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ    10 องค์ พร้อมสร้อยทองคำ 1 เส้น 2 แสนบาท
       เสี่ยประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์  รมช.คลัง  1 องค์  พระพุทธรูปบูชา 11 องค์ เทวรูป ฮก ลก ซิ่ว 3 องค์ เทวรูปโบราณ 2 องค์  เทวรูปเจ้าแม่กวนอิม 1 ชุด   แถมงาช้าง 3 คู่  
       นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม แขวนหลวงพ่อปานเลี่ยมทอง 1 องค์ เหรียญสมเด็จพระสังฆราช 1 องค์ และเหรียญพระเครื่องชนิดอื่น 4 องค์ 

       ทายาท"โพไซดอน"นางพรทิวา นาคาศัย  รมว.พาณิชย์ มีเครื่องประดับ 31.6 ล้าน และพระมรกตฝังเพชร 1 องค์  1.3 ล้าน
       นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล มท.1 นอกจากนาฬิกา 6 เรือน 2.1 ล้าน ยังมีพระเครื่อง 2 องค์เกือบ 2 ล้าน
       แม้นว่านายอลงกรณ์ พลบุตร  รมช.พาณิชย์ ไม่มี แต่นางคมคายหลังบ้านมีพระเลี่ยมทอง 26 องค์  นายไพฑูรย์ แก้วทอง นางอัจฉราภรณ์ ภรรยา มีถึง 37 องค์ รวมมูลค่า 1.8 ล้านบาท
      ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกรุงเทพฯ  มีพระสมเด็จ 1 องค์ มูลค่า 10 ล้านบาท  พระพุทธรูปยืน 2 องค์ 2 ล้านบาท พระพุทธรูปนั่ง 1 องค์ พระเครื่องเลี่ยมทอง 2 องค์

     @ เปิดกรุของสะสม ส.ส. คนดัง
      นายอัศวิน วิภูศิริ  ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคชาติไทย พระสมเด็จวัดระฆัง 1 องค์ มูลค่า 2 ล้านบาท ,หลวงพ่อเงิน วัดบางเลน 1 องค์  1.5 ล้านบาท  ,พระเจ้าสัวหลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว 49 องค์ และอื่นๆ รวม 65 องค์
     นางปารีณา ปาจรียางกูร  ส.ส.ราชบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา   นายอุปกิต ปาจรียางกูร  สามีเจ้าของรีสอร์ทในท่าขี้เหล็กประเทศพม่า  สะสมพระเครื่องและพระชนิดต่าง ๆ รวม 17 องค์   มูลค่าสูงสุด คือ สมเด็จวัดระฆังทอง  พิมพ์ใหญ่  มูลค่า 24 ล้านบาท  และ พระรอดพิมพ์ใหญ่  2.5 ล้านบาท

    @ ฯพณฯ  สภาสูง ก็ใช่เล่น      มากสุดคือ นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ส.ว.ปทุมธานี เจ้าของร่มและมุ้งตระแกะ มีพระเครื่อง 4,263 องค์  อาทิ  พระสมเด็จบางขุนพรหม 3 องค์   ,พระสมเด็จวัดเกษไชโยพิมพ์นิยม 3 องค์ , พระสมเด็จวัดเกษไชโย 3 องค์ พระสมเด็จวัดพลับ 2 องค์  ,พระหลวงปู่ปั้นวัดสะพานสูง 8 องค์  ,พระวัดสะพานสูง 5 องค์  ,พระหลวงพ่อจง หลวงพ่อพรหม หลวงปู่ทิม 14 องค์   ,พระหลวงปู่โต๊ะเลี่ยมทอง 4 องค์  ,พระสมเด็จอรหันต์ พระคงเนื้อดำ หลวงปู่ทวด หลวงพ่อทา หลวงพ่อโสธร หลวงปู่โต๊ะตลับทอง 7 องค์ ,มีดหมอหลวงพ่อเดิม 3 องค์ ,    พระเนื้อดิน กำแพงเพชร 20 องค์ ,พระกลีบบัว วัดลิงขบ 26 องค์ ,พระหลวงพ่อโต วัดบางกระทิง 17 องค์ ,พระพลายคู่ กรุบ้านกร่าง 6 องค์ ,พระเนื้อดิน ลพบุรี, สุโขทัย  8 องค์ ,พระหลวงปู่โต๊ะ 18 องค์ ,เหรียญหลวงปู่ทิม 7 องค์ ,พระหลวงพ่อพรหม 16 องค์ ,.พระชุดยอดขุนพล 10 องค์ ,พระวัดปราสาทบุญญาวาส 18 องค์ ,พระหลวงปู่ทวด วัดปราสาทบุญญาวาส 23 องค์ ,

      ราคามากที่สุด คือ พระสมเด็จบางขุนพรหม และ พระสมเด็จวัดเกษไชโยพิมพ์นิยม  องค์ละ 1 ล้านบาท   นอกจากนี้มีพระบูชา วัดต่างๆ (พระใหม่)  100 องค์  และ พระบูชาต่างๆ (พระเก่า) อีก 120 องค์  
      นายวิทวัส  บุญญสถิตย์  ส.ว.สรรหา ภาควิชาการ  สะสมพระเครื่องรุ่นดัง 13 องค์   ได้แก่ พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม  ,พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่, หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ เนื้ออาปาก้า ,พระผงสุพรรณ ,หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ,หลวงปู่สุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ,หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ,หลวงพ่อทวด ฐานดอกเลข ,พระกิ่งสังฆราชแพ 2479 ,พระสมเด็จจิตรลดา ,พระลีลาพลูจีบ กำแพงเพชร ,พระลีลาเม็ดขนุน กำแพงเพชร และพระนางพญาพิษณุโลก 
      พระเครื่องที่มีมูลค่าสูงสุด ได้แก่ พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม  และ พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ องค์ละ 2.2 ล้านบาท และ 2.5 ล้านบาท ตามลำดับ

       นายถาวร ลีนุตพงษ์ แห่งยนตรกิจกรุ๊ป  มีเครื่องเพชรและของมีค่าถึง 231 รายการ  ที่น่าสนใจนอกจาก ทองคำ  มรกต พระเครื่อง เครื่องเพชร ยังมีเตียงจีนโบราณ 100 ปี ปลายราชวงศ์ชิง  ,เชี่ยนหมากสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 4 ฤดู ฝีมือช่างเซียงไฮ้ 14 ชิ้น ,ชุดเชียนหมากเงิน, จานโบราณ ,ตู้โบราณ  , บ้าน  log wood สำเร็จรูจากนอร์เวย์ ,โถเบญจรงค์, กระเป๋าเงินโบราณ, เจ้าแม่กวนอิมหยกขาว  และอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก  

      จัดเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มีของสะสมมากที่สุด
      นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี 118 องค์แค่ 123.5 ล้าน
       นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธาน ส.ว. ห้อยตะกรุด 2 ดอก พระเลี่ยมทอง 74 องค์  ,นายอนุรักษ์ นิยมเวช  พระเครื่องและพระบูชา 39 องค์ 11.5 ล้าน  ,นายประเสริฐ ประคุณศึกษาภัณฑ์ ส.ว.ขอนแก่น  7 องค์ 2.9 ล้าน
       นายโชติรัส ชวนิชย์  ส.ว.สรรหา มีพระสมเด็จจิตรลดา 1 องค์  ,พระทับทิม 1 องค์  ,พระปิดตางาช้าง  1 องค์

      @ นักสะสมปืน ตัวจริง         นายสิทธิชัย โภไคยอุดม อดีตรมว.ไอซีที ยุครัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ได้ชื่อว่าเป็นนักเล่นปืนตัวยง  สะสมปืนมากสุดถึง 320 กระบอก  พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ 19 กระบอก    เสี่ยสิทธิชัย โควสวุรัตน์ มท.3  9 กระบอก   นักการเมืองคนอื่น  อาทิ 

         นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร อดีตรมช.เกษตรฯยุคสมัครมี 18 กระบอก ,  นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ส.ว.ปทุมธานี   42 กระบอก  ,นายภูมิ สาระผล  ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย  9 กระบอก  , นายมานะ โลหะวณิชย์  ส.ส.ชัยภูมิ   4 กระบอก , นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์   3 กระบอก , นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล  5 กระบอก  ,นายรัฐกร เจนกิจณรงค์  8 กระบอก ,นายอนุชา สะสมทรัพย์   13 กระบอก ,นายสัญชัย วงษ์สุนทร    9 กระบอก ,นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล  2 กระบอก, นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล 4 กระบอก, นายณรงค์กร ชวาลสันติ เพชรบูรณ์ 3 กระบอก ,นายเอี่ยม ทองใจสด  15 กระบอก, นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล  จ.แพร่ 1 กระบอก ,นายสุรจิตร ยนตร์ตระกูล  4 กระบอก ,นายซูการ์โน มะทา  3 กระบอก ,นายอำนวย คลังผา  11 กระบอก ,นายสงวน พงษ์มณี  1 กระบอก ,นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ (บ้านเลขที่ 109)   9 กระบอก ,นายธเนศ เครือรัตน์   17 กระบอก  ,นายประชา ประสพดี  7 กระบอก ,นายธีระทัศน์  เตียวเจริญโสภา 5 กระบอก ,นายกนก ลิ้มตระกูล อุตรดิตถ์ 2 กระบอก   ,พล.ต.อ.วิรุฬ ฟื้นแสน   2 กระบอก  ,นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์   1 กระบอก  ,นายเอี่ยม ทองใจสด   15 กระบอก ,นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์    5 กระบอก ,นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ   7 กระบอก , นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล   7 กระบอก , นายประนอม โพธิ์คำ 3 กระบอก  ,นายไชยยศ จิรเมธากร  25 กระบอก , นายสุชาติ ตันติวณิชชานนท์   3 กระบอก ,  พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก  3 กระบอก  นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา  1 กระบอก  , นายอุดร ทองประเสริฐ 1 กระบอก  , นายกอร์ปศักดิ์  สภาวสุ  4 กระบอก
         
    @    รถยนต์ หรู  ส่วนตัว ผู้ยิ่งใหญ่
       รัฐมนตรีที่ครอบครองมากที่สุดคือ นายสิทธิชัย โควสุรัตน์  18 คันมูลค่า 8.9 ล้าน ,  นายธีระชัย แสนแก้ว อดีตรมช.เกษตรฯ 12 คัน , นายพงศกร อรรณนพพร อดีตรมช.ศึกษาธิการ และคู่สมรส มี 11 คัน  , นายทรงศักดิ์ ทองศรี อดีต รมช.คมนาคม  8 คัน มูลค่า 6.7 ล้าน , นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รมว.วัฒนธรรม และคู่สมรส   6 คัน ไม่รวมรถโบราณ อีก 3 คัน  , นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รมช.เกษตรฯ และคู่สมรส  6 คัน , นายอนุรักษ์ จุรีมาศ อดีต รมช.คมนาคม  6 คัน ,  พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ 6 คัน  , นายสุพล ฟองงาม  อดีตรมช.มหาดไทย 5 คัน , ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรมว.มหาดไทย 4 คัน มูลค่า  13.9 ล้าน , นายสุธา ชันแสง อดีตรมว.การพัฒนาสังคมฯ 4 คัน  ,นายบุญลือ ประเสริฐโสภา อดีตรมช.ศึกษาธิการ 3 คัน ,พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ อดีตรมว.พลังงาน และซึ่งสามีชอบสะสมรถยนต์เป็นชีวิตจิตใจ แต่แจ้ง ป.ป.ช.แค่ 3 คัน
       
     @  นาฬิกา แบรนด์ดังระดับโลก
      พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานได้ชื่อว่าสะสมนาฬิการาคาแพงมากสุดประมาณ 40 เรือน  ,นายวีระชัย วีระเมธีกุล  5 เรือน ไม่มากแค่ 12.7 ล้านบาท ,นายสุวิทย์ คุณกิตติ และภรรยา 10 เรือน  นายกรณ์ จาติกวณิช มีราคาแพงระยับหลายเรือน
      นอกจากแหวนทองเหลือง ของยายเนียม และนายเหม็ง  นายกฯมาร์คไม่มีหลวงพ่อห้อยคอสักองค์ แต่มีนาฬิกาหรูเรือนละ 2 แสนบาท 1 เรือน และ 3 หมื่นอีก 1 เรือน

      @ ศิลปะ ภาพวาด-ภาพเขียน
     นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม มีภาพวาด เครื่องเรือนโบราณ ของประดับตกแต่งบ้าน นาฬิกาสะสม และเก้าอี้นักบิน มูลค่า 73.5 ล้านบาท  ,ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร  สะสมรูปภาพประดับผนัง 39 ภาพ มูลค่า 4.9 ล้านบาท  ,นายอนุรักษ์ นิยมเวช  ส.ว. สรรหาเจ้าของบริษัท กฎหมายธุรกิจ อนุรักษ์ จำกัด  สะสม ภาพเขียนสีน้ำมัน สีน้ำและภาพถ่าย 44 ภาพ มูลค่า 13.9 ล้านบาท  ,นายอนุทิน ชาญวีรกูล 41 ภาพ แค่ 40 ล้าน   และ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง  ภาพเขียนศิลปินดัง 4 ภาพ  มูลค่าสูงสุดของอ.ทวี นันทขว้าง 1 ล้านบาท

      @ งาช้างและ เรือยอร์ช       นอกจากนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ซึ่งมีข่าวรับงาช้าง (แต่ไม่แจ้ง ป.ป.ช.) แล้วนักการเมืองรสนิยมเดียวกัน คือ พล.ต.สนั่น  สะสม งาช้าง 3 คู่ , เสี่ยประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์  3 คู่  มนายอนุชา สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม  2 คู่  และ นายกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ  ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย 2 คู่ 

   นักการเมืองที่มีเรือยอร์ชคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถุงเงินพรรคภูมิใจไทย จำนวน 3 ลำ มูลค่า 40 ล้านบาท แพงสุดชื่อ เรือนัยน์ภัค 3  มูลค่า 28.4 ล้าน  ประชาธิปัตย์ นายพรเทพ เตชะไพบูลย์  รองผู้ว่าฯกทม.  และ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีตขุนคลัง ก็มีอยู่ด้วย นอกจากนี้นายปองพล อดิเรก ก็เคยแจ้ง ป.ป.ช.ว่ามี 2-3 ลำ แต่ขายไปแล้ว 
      ทั้งหมดนี้คือของสะสมของนักการเมืองที่หลายคนอาจอิจฉา? 

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2558

blacklist ติดแบล็กลิส 10 ข้อ ต่อไปนี้จะไขข้อข้องใจ

เครดิตบูโร เปรียบเสมือน “ถังข้อมูลพฤติกรรมหนี้” ที่ใหญ่ที่สุดของระบบการเงินไทย และอีกนัยหนึ่งก็ยังเป็น “สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจ”...หากเพราะ เครดิตบูโร สามารถนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ระบบการเงิน รวมทั้งยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการอ่านสัญญาณเศรษฐกิจของสถาบันต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดความล่มสลายได้อีกด้วย
ในช่วงที่ผ่านมา เครดิตบูโร ได้ตกเป็นที่สนใจของคนในสังคมอีกครั้ง หลังจากมีกระแสข่าวยืนยันแน่ชัดแล้วว่า จะมีการล้างประวัติลูกหนี้แบล็กลิสต์ 600,000 ราย ที่เคยค้างชำระหนี้เกิน 90 วัน กระนั้น ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวม 10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับเครดิตบูโรมาไว้ที่นี่แล้ว ฉะนั้น หากคุณคิดจะทำบัตรเครดิต ซื้อบ้าน ออกรถ ขอสินเชื่อ ทำบัตรกดเงินสด...เราว่าคุณควรอ่าน 10 ข้อดังต่อไปนี้ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน
สางหนี้ก่อนทำบัตรเครดิต
1. What’s เครดิตบูโร ?
บริษัทที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเครดิตจากสถาบันการเงินหลายๆ แห่งที่เป็นสมาชิก โดยนำมารวบรวมประมวลผลเป็นข้อมูลเครดิตในภาพรวมของเจ้าของข้อมูลแต่ละราย และเมื่อสถาบันการเงินหรือลูกค้าเจ้าของข้อมูลต้องการเรียกดูรายงานข้อมูลเครดิตภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด บริษัทข้อมูลเครดิต ก็จะเปิดเผยข้อมูลเครดิตนั้นในรูปของรายงานข้อมูลเครดิต
2. ค้างชำระค่าโทรศัพท์ จะติดเครดิตบูโร หรือขอสินเชื่อยากขึ้นหรือไม่ ?
เครดิตบูโรไม่มีการจัดเก็บข้อมูลการชำระ หรือค้างชำระเกี่ยวกับสาธารณูปโภคทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เบอร์โทรศัพท์ รายการบัญชีเงินฝาก ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า หรือข้อมูลทรัพย์สินเงินฝากแต่อย่างใด เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้ดำเนินการจัดเก็บ ใครฝ่าฝืนจะมีโทษในทางอาญา และปัจจุบันยังไม่มีการนำส่งข้อมูลจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเข้ามาในระบบข้อมูลเครดิตอีกด้วย
ค้างชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ถูกนำมาเป็นประวัติเสีย
3. เหตุใด ไฉนกันคุณจึงถูกปฏิเสธขอสินเช่ือ ?
การพิจารณาวิเคราะห์สินเชื่อ หรือออกบัตรเครดิตให้กับผู้ที่มาขอสินเชื่อนั้น สถาบันการเงินจะนำข้อมูลนี้ไปพิจารณารวมกับข้อมูลที่แสดงความสามารถในการทำรายได้ เช่น เงินเดือน อาชีพ ภาระในครอบครัว เป็นต้น ดังนั้น การพิจารณาให้-ไม่ให้ หรืออนุมัติ-ไม่อนุมัติ เป็นสิทธิและเป็นอำนาจของสถาบันการเงิน เครดิตบูโรไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ
4. คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า เหตุที่สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อ...คุณทำผิดอะไร ?
ตามกฎหมาย หากสถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อแก่คุณ เพราะได้รับรู้ข้อมูลเครดิตของคุณไป สถาบันการเงินนั้นๆ ต้องแสดงเหตุผลและแจ้งให้ท่านทราบเป็นหนังสือ โดยคุณสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมที่ศูนย์ตรวจสอบเครดิตบูโร ภายในสามสิบวันนับจากวันที่ได้รับคำปฏิเสธการขอสินเชื่อ
ประวัติดีงาม อนุมัติเร็วไว
5. ข้อมูลในเครดิตบูโรจะอัพเดตทุกๆ กี่เดือน กี่ปี ? 
กฎหมายกำหนดไว้ว่า ข้อมูลของบุคคลธรรมดาและข้อมูลของนิติบุคคลให้เก็บไว้ในระบบประมวลผลได้ไม่เกิน 3 ปี และ 5 ปีตามลำดับ นับตั้งแต่สถาบันการเงินรายงานข้อมูลมายังบริษัท โดยที่จะมีข้อมูลใหม่เข้าไปแทนที่ข้อมูลเก่าเรื่อยไป ส่วนการอัพเดตข้อมูลนั้น สถาบันการเงินจะรายงานประวัติการชำระของคุณเข้ามาที่บริษัทฯ ทุกๆ สิ้นเดือน
6. อุ๊บส์! ติด BLACKLIST คืออะไร ?
ระบบเครดิตบูโร จะไม่มีคำว่า “Blacklist” หรือแม้กระทั่งคำว่า “ติดเครดิตบูโร” ซึ่งคำดังกล่าว เป็นภาษาพูดที่ใช้กันจนชินปาก เช่น พวกรับจ้างทวงหนี้ หรือเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ปฏิเสธไม่ให้สินเชื่อคุณ มักชอบอ้างใช้คำนี้ ซึ่งคำว่า Blacklist ก็คือการที่เราไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเวลาที่กำหนด และทำให้ไม่สามารถยื่นขอที่ใดๆ ได้อีก หากไม่ชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
ขณะเดียวกัน บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จะเก็บข้อมูลไว้ในระบบ 3 ปี หลังจากนั้นคุณสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสถาบันการเงิน ฉะนั้น คำตอบที่ดีที่สุดของปัญหานี้คือ ใช้หนี้ให้หมดและสร้างความมั่นคงการเงินใหม่ คุณจะมีรายงานข้อมูลเครดิตที่ดี และสามารถทำธุรกรรมต่อได้อย่างปกติ
สถาบันการเงิน รายงานประวัติของคุณเข้ามาที่บริษัทฯ ทุกๆ สิ้นเดือน
7. ราชกิจจานุเบกษาประกาศล้างประวัติลูกหนี้ 6 แสนราย...ใครบ้างหนอได้รับโอกาส ?
ลูกหนี้รายย่อยประมาณ 6 แสนรายที่โชว์ประวัติการค้างชำระหนี้เกิน 90 วันอยู่ในฐานข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติครบ 8 ปี จะถูกลบประวัติการค้างหนี้ออกจากระบบ จึงทำให้มีโอกาสยื่นขอสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ได้อีกครั้ง ส่วนยอดหนี้ยังคงเดิม ไม่มีการลบทิ้งหรือล้างข้อมูลออกไปแต่อย่างใด
ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหนี้ที่ค้างมาตั้งแต่ปี 2541 โดย 95% เป็นรายย่อย และอีก 5% เป็นนิติบุคคล ซึ่งมียอดหนี้ไม่สูง และธนาคารพาณิชย์ไม่ฟ้อง เนื่องจากไม่คุ้มค่ากับการดำเนินการฟ้องร้อง
8. เอ๊ะ! ประวัติเครดิตบูโร เราเป็นอย่างไรบ้าง ต้องเช็กทางไหน ?
- บุคคลธรรมดา สามารถตรวจเครดิตบูโรได้ที่
1. ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ สาขาสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง สาขาอาคารกลาสเฮ้าส์ ปากซอยสุขุมวิท 25 และสาขาห้างเจ-เวนิว (นวนคร) รับรายงานได้เลยภายใน 15 นาที
2. ยื่นคำขอผ่านเคาน์เตอร์ ธนาคารธนชาต ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ได้ทุกสาขา บริษัทฯ จะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายใน 7 วัน
3. ยื่นคำขอผ่านตู้เบิกเงินสด (ATM) ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทฯ จะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายใน 7 วัน
เช็กเครดิตบูโรได้ง่ายๆด้วยตัวเราเอง
4. ยื่นคำขอผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Banking) ของธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา บริษัทฯ จะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายใน 7 วัน
5. ยื่นคำขอผ่านช่องทางออนไลน์ (Internet Banking) ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา บริษัทฯ จะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายใน 7 วัน
- นิติบุคคล สามารถตรวจสอบเครดิตบูโร ได้ที่
ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ รับรายงานภายใน 15 นาที และผ่านทางไปรษณีย์ บริษัทฯ จะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์ แบบลงทะเบียนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่บริษัทฯ ได้รับเอกสารครบถ้วน
9. ทำไมข้อมูลเครดิตของคุณถูกส่งมาให้บริษัทข้อมูลเครดิต ทั้งที่คุณไม่เคยอนุญาต ?
ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 บัญญัติให้สถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องนำส่งข้อมูลของลูกค้าของตนแก่บริษัทข้อมูลเครดิตที่ตนเป็นสมาชิก แต่เมื่อได้นำส่งในครั้งแรกแล้ว สถาบันการเงินนั้นต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นำส่งข้อมูล แต่ไม่ต้องขออนุญาตจากลูกค้า นอกจากนั้น สถาบันการเงินสมาชิกอาจต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบในกรณีอื่นๆ
10. ทำอย่างไรให้เครดิตแจ่ม รักษาประวัติหรู ?
- ไม่ควรมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนสูงเกินไป จนทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและชำระหนี้
- ควรมีบัตรเครดิตเท่าที่เพียงพอต่อความจำเป็น และควรปิดบัญชีบัตรเครดิตที่ไม่ใช้แล้ว เพราะหากมีมาก แนวโน้มการก่อหนี้ก็จะมีมากขึ้น
- ควรชำระหนี้ทุกรายการตามใบแจ้งหนี้จากสถาบันเจ้าหนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ขั้นต่ำตามที่กำหนด
- หากชำระไม่ทันตามเวลา ควรรีบติดต่อกับสถาบันผู้ออกบัตรทันที และควรดำเนินการเป็นลายลักษณ์อักษร.
เฮ! รับโอกาสเข้าถึงแหล่งเงิน พึงระวังลวงลบประวัติมืด
นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต ได้กล่าวไว้ว่า ระยะเวลา 8 ปี ถือว่านานพอสมควรที่จะได้รับโอกาสใหม่อีกครั้ง และ ธปท. อยากให้ลูกหนี้ที่ได้รับการลบประวัติการค้างชำระหนี้ไปแล้ว ครองตนเป็นผู้ที่มีวินัยทางการเงินมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาได้ตกเป็นผู้มีประวัติทางการเงินไม่ดี จึงทำให้เกิดความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร ได้เตือนให้ประชาชนได้ตระหนักว่า “เครดิตบูโรไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ลบทิ้งให้ต่างไปจากความเป็นจริงได้ และไม่มีใครปลดล็อกอะไรกันได้ตามที่มีการโฆษณาหลอกลวง จึงอยากให้ระมัดระวัง และอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด หากเพราะการทำธุรกรรมทางการเงินหรือการขอสินเชื่อนั้น ควรติดต่อสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตโดยตรงจะปลอดภัยที่สุด”
คนที่ได้รับการหยิบยื่นโอกาส อาจเป็นผู้ที่โชคดี แต่คนที่สร้างโอกาสให้ตัวเองได้คือคนเก่ง...หากเพราะสิ่งที่ยากกว่าการได้รับโชคชะตา คือการรักษาโอกาสอันมีค่าไว้ให้ดีที่สุด


ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก  http://www.thairath.co.th/

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2558

w Mortors lykan hypersport car in Fast & Furious7 รถใน Fast & Furious7



Lykan Hyperคือการผลิตรถสปอร์ต(Supercar)โดย W Mortors  ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 มันเป็น supercar คันแรกที่จะผลิตในตะวันออกกลางและ1ในรถที่เข้าฉากสำคัญใน ภาพยนตร์.Fast and Furious 7   W mortor  วางแผนที่จะ ผลิตเพียงเจ็ดคัน. ก่อนการผลิตครั้งแรก Lykan Hyper เปิดตัวที่ดูไบอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ในพฤศจิกายน 2013

1 ในรถที่แพงที่สุดในโลก

ที่US $ 3.4 ล้าน, Lykan Hyper(ทั้งหมด 7คันที่ผลิต ขายไปแล้ว 3) 
สาเหตุของแท็กราคาที่สูงของรถเกิดจากการรวมตัวเลือกของ มันเป็นรถคันแรกที่จะมีเพชรในไฟหน้าของมัน ไฟหน้าถูกสร้างขึ้นจากไทเทเนียม LED ใบด้วยเพชร 420 (15cts)ผู้ซื้อสามารถเลือกที่ทับทิมและเพชรที่พวกเขาต้องการที่ฝังอยู่ในไฟ นอกจากนี้ลูกค้าสามารถเลือกระหว่างตัวเลือกทับทิม, เพชร, เพชรสีเหลืองหรือไพลินจะถูกรวมเข้าไปในรถที่ซื้อ

Lykan Hyper ใช้พลังงานจากเทอร์โบคู่ flat-six  3.7 ลิตร (3,746 ซีซี) จากเครื่องยนต์Ruf CTR3 การผลิต 552 กิโลวัตต์ (740 แรงม้า; 751 PS) และ 960 n ·เมตร (708 ปอนด์·ฟุต) ของแรงบิด ข้อมูลรถอ้างว่ามีความเร็วสูงสุดที่ 385 กิโลเมตร / ชั่วโมง (239 ไมล์ต่อชั่วโมง) และเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร / ชั่วโมง (0-62 ไมล์ต่อชั่วโมง) ใน 2.8 วินาที


ฉากใน Fast & Furious 7 รถไฮเพอร์ฟอร์แมนซ์ ที่เป็นที่หมายปองของใครหลายคนคันนี้ เป็นหนึ่งในรถที่เร็วที่สุดในโลก และมีการผลิตออกมาเพียงเจ็ดคันเท่านั้นในปี 2013 ไม่เพียงแต่มันจะเร็วสุดยอดเท่านั้น แต่มันยังถูกตกแต่งอย่างหรูหรา มีระดับ ด้วยทองคำขาว เพชรและแซฟไฟร์ ไฮเปอร์สปอร์ต ที่มีมูลค่าสูงจนต้องถูกเก็บไว้ในห้องนิรภัย 

คอลโซล ภายในดูล้ำมากๆๆทุกๆรายละเอียด 

แม้แต่เบาะ



ส่วนเทคโนโลยี ไม่ต้องบรรยายครัซ ล้ำสุดๆ











ท่านใดสนใจข้อมูล เพิ่มเติม สามารถ เยี่ยมชม ได้ที่  http://www.wmotors.ae/


Lykan HyperSport
Over
ManufacturerW Motors
Production2012-2014
Model years2013-2014
Body and chassis
ClassSupercar
Body style2-door coupé
LayoutRear mid-engine, rear-wheel-drive layout
Powertrain
Engine3.7L flat-six
Transmission6-speed sequential or 7-speed dual clutch automatic
Dimensions
Wheelbase2,625 mm (103.3 in)
Length4,480 mm (176.4 in)
Width1,944 mm (76.5 in)
Height1,170 mm (46.1 in)
Kerb weight1,380 kg (3,042 lb)
The Lykan Hypersport is a limited production sports car by W Motors, a Lebanese based company founded in 2012. It is the first supercar to be produced in the Middle East

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของนักกล้าม




                                                                    ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของนักกล้าม
        ร๊อบ ฟอร์ทเน่ เป็นนักเดินทาง และยังชื่นชอบกีฬาเพาะกาย เป็นชีวิตจิตใจด้วย เขาได้เข้ามาร่วมงานกับเรา (สำนักพิมพ์ Musclemag) ในตำแหน่ง ผู้ช่วยบรรณาธิการ ได้ 5 เดือนแล้ว ตั้งแต่แรกที่เราได้คุยกับเขา ตอนสัมภาษณ์เข้าทำงาน เราก็รู้แล้วว่า มีอยู่สองสิ่งที่เขารักมากที่สุด อย่างที่ 1 คือ ได้เพาะกายแบบเข้มช้น (Hardcore) จนกว่าจะค้นพบ ศักยภาพของตนเอง และ 2 ขอให้ได้มีโอกาส สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองเวนิส (Venice) ที่แคลิฟอร์เนีย ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของนักเพาะกาย ได้จริงๆสักครั้ง คุณคงจะนึกภาพออกนะครับว่า ร๊อบจะทำสีหน้ายังไง เมื่อรู้ว่าผม (บรรณาธิการ) บอกให้รู้ว่า เขาจะต้องเดินทางไป Muscle Beach เพื่อทำสกู๊ปเกี่ยวกับยิมต่างๆที่นั่น และต่อไปนี้ คืองานที่เขาส่งมาให้เราถ่ายทอดให้คุณครับ - บรรณาธิการนิตยสาร MuscleMag



           เมืองเวนิส แคลิฟอร์เนีย เปรียบได้กับ "เมกกะแห่งโลกนักกล้าม" หากมีโอกาสแล้ว นักเพาะกายทุกคน จะต้องมาจาริกแสวงบุญที่นี่ ที่ๆคุณ จะได้เจอแชมป์ตัวจริงเสียงจริง จนคุณต้องหยิกตัวเอง ว่ากำลังฝันไปหรือเปล่านะ และที่นี่ยังมี Muscle Beach ชายหาดที่มีชื่อเสียงขึ้นมา พร้อมกับอาโนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ,แฟรง เซน ,เดฟ เดรเปอร์ ให้คุณได้ระลึกถึงยุคทอง ของนักเพาะกายด้วย
ยิมแห่งแรก ที่เป็นต้นตำรับของโกลด์ยิม (Gold's Gym) อยู่ที่ถนนแปซิฟิค แม้ว่าตอนนี้มันไม่ได้เปิดให้บริการแล้ว แต่ตึกดังกล่าวก็ยังตั้งอยู่ที่นั่น เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ให้เราได้ดูกัน ผมเดินไปที่หน้าประตู เพื่อที่จะถ่ายรูปมาให้คุณดู (ด้านบน) ทันทีที่ผมยืนอยู่หน้าประตู ผมได้สัมผัสถึงภาพแห่งอดีต ยุคทองของพวกเรา ยุคทองของนักเพาะกาย ยักษ์ใหญ่ออสเตรเลีย (หมายถึง อาโนลด์ ชวาลเซเนกเกอร์) กำลังยกลูกเหล็กอย่างหนักหน่วงที่ยิมแห่งนี้ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว
โจ โกลด์ ผู้ก่อตั้งโกลด์ยิม หลังจากขายลิขสิทธ์ชื่อยิมนี้แล้ว เขาก็ได้เปิดยิมอื่นขึ้นมาอีก นั่นคือ World Gym ที่ดังไม่แพ้กัน ขึ้นแทบทุกมุมตึกในเมืองนี้อีกด้วย ส่วนยิมอื่นๆ ที่เปิดขึ้นทีหลัง แต่มีอนาคตที่สดใส ก็เห็นจะได้แก่ PowerHouse Gym ที่ปรากฏตามถนนสายหลักต่างๆ ในเมืองนี้ด้วย
แม้ว่าบางอย่างเปลี่ยน แต่ก็มีหลายอย่าง ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา สายเลือดใหม่ของนักเพาะกาย อันได้แก่ เฟล็ก วีลเลอร์ ,ลี เพรส ,คอเมียร์ ,ดิลเลท และแกรี่ สไตรดอม ยังซุ่มฝึก และสิงสถิตย์อยู่ในเมืองนี้ เพื่อสร้างตำนานนักกล้าม ให้เลื่องลือ สืบต่อจากรุ่นอาโนลด์
ตัวผมเองนั้น (ร๊อบ ฟอร์ทเน่) เป็นนักเพาะกายคนหนึ่ง ที่เกิดและโตใน โตรอนโต แคนาดา ดังนั้น ถ้าพูดถึงเมืองเวนิส ว่าจะได้มาเยี่ยมเยียนแล้วละก็ ช่างเป็นความฝันที่แสนไกลจริงๆนะ ผมได้ยินเรื่องที่นี่มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสเลย แต่แล้ว เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสทำงานในตำแหน่ง ผู้ช่วยบรรณาธิการของนิตยสาร Muscle Mag ทำให้ผมได้มีโอกาสพูดคุย และติดต่อกับเทพบุตรโลกนักกล้าม ได้แก่ เฟล็ก วีลเลอร์ และแชมป์คนอื่นมากมาย นับไม่ถ้วน ไม่มีอะไรจะน่าปลื้มใจไปกว่านี้อีกแล้ว และเริ่มเป็นเรื่องราวขึ้น เมื่อผมได้พบ และพูดคุยกับทอม แพล็ท Tom Platz เราพูดถึงท่าฝึกดีๆ และเคล็ดลับอย่างอื่น จากนั้นเราพูดกันถึงเรื่องที่เขา จะชวนผมไปบริหารที่เวนิส ที่ๆเขาบริหารอยู่ด้วย ผมทำเรื่องเสนอบรรณาธิการ เพื่อที่จะเอางานไปทำที่นั่นด้วย จะได้ไม่เสียเที่ยว ดีกว่าจะต้องลางานไปเที่ยวเฉยๆ รู้หรือเปล่าว่า ไม่ใช่เรื่องที่ขอกันง่ายๆนะ เพราะบรรณาธิการ ให้ผมทำตารางเวลา ให้เขาดูก่อนว่า จะไปถึงวันไหน วันไหนทำอะไรบ้าง นั่นเพราะเขาต้องการให้ผม ทำงานโดยใช้ทรัพยากร และเวลาให้คุ้มค่าที่สุด และแล้วในที่สุด งานของผมก็ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการได้
                ตอนเช้าวันเสาร์ ผมมาถึงเวนิชตะวันออก และทันทีที่ถึง ผมรีบเปลี่ยนใส่กางเกง ที่เดินสบายๆที่สุด คว้าเครื่องอัดเสียงขนาดเล็ก ตลับเทปพร้อม ถามว่าจะไปที่ไหนน่ะเหรอ? ก็ที่ยิมน่ะสิ จะมีที่ไหนน่าไปมากกว่านี้ล่ะ และด้วยความที่มันเป็นเมืองใหญ่ และผมก็อยากสนุกที่จะเดินทางยิมด้วยตัวเอง ทำให้ต้องหลงทางไปหลายชั่วโมงเลยทีเดียว ในที่สุดก็ยอมแพ้ จำยอมต้องขอความช่วยเหลือ จากคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ถึงได้รู้ว่าเดินทางมาคนละทิศเลย เพราะว่าจุดที่ยิมอยู่หนาแน่นมากๆ จะอยู่ทางตอนใต้ของชายฝั่ง
"อย่างที่ผมบอกแล้วไงว่า สำหรับนักกล้ามอย่างเรา ไม่มีที่ไหนน่าเยี่ยมเยียน ไปมากกว่าที่นี่อีกแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้มาเหยียบที่นี่"

           ผมเดินทางอีกไกล ตามทางที่เขาบอกมา จนกระทั่งเดินอ้อมมุมตึก และแล้วใจผมก็รัวเป็นกลอง เมื่อเห็นยิมที่ผมค้นหามานาน ใช่แล้วมันคือ Gold's Gym ผมรีบเดินเข้าทางประตูหน้า และนับเป็นความประทับใจครั้งแรก ยากที่จะลืมเลือน เมื่อผมต้องทึ่งกับขนาดภายในของมัน อะไรมันใหญ่โตได้ขนาดนี้ ข้างในยิมนี้ แบ่งเป็นสี่ห้องใหญ่ ผมเดินสำรวจทุกห้องเลย แต่ก็ยังผิดหวัง ที่ยังไม่ได้เจอแชมป์สักคน

           เมื่อเจอโกล์ดยิมแล้ว ผมหายิมอื่นๆได้ไม่ยาก ผมออกจากโกล์ดยิม มาเข้า World Gym ได้พบกับ Don Ross อดีตนักมวยปล้ำ และนักเพาะกายรุ่นเก๋า กำลังบริหารร่างกายอยู่ เราได้คุยกันสักพัก ผมก็รีบเดินทางต่อ ตอนนี้ผมยอมรับว่า เมื่อยตามเนื้อตัวไปหมด เพราะตั้งแต่เดินทางมา ก็หาแต่ยิม ขึ้นลงรถโดยสารโดยตลอด แทบไม่ได้หยุดเลย ก็เลยเช่ารถรับจ้าง ขับย้อนถนนกลับไป จนได้เจอ Powerhouse Gym และเมื่อเข้าไปดูข้างในแล้ว ก็ต้องขอยกนิ้วให้กับยิมนี้ว่า เจ๋งจริงๆ จากนั้นผมก็ขับรถไปที่พัก ซึ่งก็คือมาริน่า แปซิฟิคโฮเต็ล
หลังจากทานมื้อค่ำที่แปซิฟิค และพักประมาณ 2 ชั่วโมง ผมก็ตีรถกลับไปที่ยิมอีก ไปที่ Powerhouse Gym ก่อนเลย เพราะรู้ว่าแชมป์ทั้งหลาย จะมาบริหารกันช่วงเวลานี้ แล้วก็ได้เจอลี เพรส ยืนอยู่ที่เคาเตอร์ของยิมจริงๆ ผมรีบวิ่งเข้าไปแนะนำตัว ว่าผมมาจากนิตยสารMuscleMag ลีทำตัวเป็นกันเองกับผมดีมาก เราได้สนทนากันสั้นๆ เพราะลีจะต้องเข้าไปบริหารต่อ ส่วนผมก็มีธุระต้องไปจัดการที่ Gold's Gym เพื่อเตรียมสถานที่ถ่ายรูปเหมือนกัน เมื่อแยกกันกับลีแล้ว ผมแวะเติมพลังงานอีกทีที่ภัตตาคาร FireHouse ซึ่งมีเจ้าของร้าน ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง เขาบอกว่าที่ร้านของเขานี้ มีนักเพาะกายระดับแชมป์หลายคน มาใช้บริการบ่อยๆ ผมก็รีบจดข้อมูลไว้ เผื่อว่าวันอื่นผมอาจจะได้ทำสกู๊ป สัมภาษณ์แชมป์ที่ร้านอาหารนี้ก็ได้




ยิ้มให้กล้องพร้อมกับซูเปอร์สตาร์ของโลก ลี เพรส

เช้าวันอาทิตย์ ผมตื่นขึ้นมา และทานอาหารเช้าที่โฮเต็ลที่ผมนอน จริงๆแล้วตามหมายกำหนดการของผมน่ะ ผมจะนัดเจอช่างภาพของบริษัท ที่จะเดินทางตามถึงในเย็นวันนี้ แล้วงานทุกอย่างก็จะเริ่มในวันอังคาร แต่อะไรทำให้ผมต้องวิ่งวุ่นตั้งแต่เมื่อวานน่ะหรือ คำตอบก็คือ ก็เพราะผมอยู่ในเมกกะแห่งนักเพาะกายไงล่ะ เวลาทุกวินาที มีไว้เพื่อให้ตักตวงอย่างแท้จริง แค่คิดว่าจะได้เจอแชมป์ แล้วฝันไปอีกว่า ได้มีโอกาสบริหารไปพร้อมกับพวกเขา ก็ทำให้ผมนอนแทบไม่หลับแล้ว
ผมเดินทางไปบริหารกล้ามหัวไหล่ ที่โกลด์ยิม เพื่อให้ร่างกายได้รับการบริหารตามตารางฝึก อีกทั้งอาจได้เจอใครพิเศษๆบ้าง แล้วก็เป็นอย่างที่คาด เมื่อผมกำลังบริหารท่า Press Behind neck อยู่นั้น ผมเห็นเดวิด และปีเตอร์ พอล พี่น้องฝาแฝดนักเพาะกาย ที่กลายเป็นดาราโด่งดังของฮอลลีวู๊ด เดินเข้ามาในยิม ซึ่งสำหรับคนที่นี่ อาจจะชินตา เพราะเขาบริหารอยู่ทุกวัน แต่สำหรับผมนั้น แม้ว่ายังยกน้ำหนักไม่ครบจำนวนครั้ง ผมก็รีบวางลง แล้วเข้าไปแนะนำตัวกับสองพี่น้องทันที เดวิดเอ่ยปากชวนผม บริหารกล้ามหน้าอกไปพร้อมกับเขาด้วย ซึ่งแม้ว่าจะบริหารกล้ามบ่าทิ้งไว้ แต่มีหรือที่คนอย่างผมจะปฏิเสธ การได้เล่นกล้ามพร้อมกับเดวิด และปีเตอร์ เหมือนฝันที่เป็นจริงเลยทีเดียว

         หลังจากบริหารและขอถ่ายรูปกับเดวิด และปีเตอร์ ผมกลับมาอาบน้ำ ทานอาหารที่โฮเต็ลอีกครั้ง แล้วก็ได้รับโทรศัพท์จากลี เพรส ที่ผมให้เบอร์โทรไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ลีบอกผมว่า เขาจะไปบริหารกล้ามหัวไหล่ ที่ Powerhouse Gym ตอนหกโมงเย็นวันนี้ และถามผมว่าต้องการจะไปร่วมด้วยไหม ผมตอบทันทีว่า "แน่นอน"
เมื่อเวลานั้นมาถึง มันช่างยิ่งใหญ่และหฤโหดจริงๆ ผมบริหารด้วยท่า Dumbbell Press น้ำหนัก 120 ปอนด์ ท่า Barbell Front Press ,Bent Over Dumbbell Lateral ,Rear Delt Machine ,Machine Shrugs โอ้... แทบตาย แต่ความเหนื่อยมันก็หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้คิดว่า สำหรับคนทั่วไป มีโอกาสเพียงหนึ่งในแสนเท่านั้น ที่จะได้ บริหารหน้าอกกับหัวไหล่ พร้อมกับซูเปอร์สตาร์ถึงสามคน ในวันเดียวกัน ผมแทบคลั่งเลยทีเดียวแหละครับ
ผมใช้เวลาวันอาทิตย์ และวันจันทร์ไปกับ การขับมาสด้า 323 ที่เช่ามา ขับกินลมเล่นไปตามถนน แปซิฟิกไฮเวย์ ขึ้นไปซันเซท ผ่านเบเวอรี่ฮิลล์ ฮอลลีวู๊ด และที่อื่นๆ แล้วเจอช่างภาพที่นัดไว้ จากนั้นก็โทรเน้นกับทอม แพลท ถึงเรื่องที่จะบริหารพร้อมกับผมในวันอังคาร แล้วทานอาหารที่ Fire House ก็พบกับ ลี เพรส และผู้ช่วยของเขาสองคนด้วย (นักเพาะกายแบบ hardcore (เข้มข้น) แทบทุกคน จะจ้างผู้ช่วยไว้ประจำตัว เพื่อช่วยในการบริหาร - webmaster)
วันอังคารตอนเช้าผมมาที่ World Gym ตามที่นัดไว้กับทอม แพลท โดยมีผู้ช่วยประจำตัวของทอม สองคนมารอก่อนล่วงหน้าแล้วคือ Francois Rodrigue และ Polo Nana จากนั้นทอมก็มาถึงด้วย รถเบนซ์สีแดง วันนี้ตามตารางฝึกที่ตกลงกันไว้ เราจะบริหารหน้าอกด้วยกัน จึงเริ่มกันที่ INCLINE BENCHPRESS โดยใช้เครื่องสมิทแมชชีน ทอมแนะให้ผมใช้เทคนิคมากมาย ตั้งแต่ Pyramid sets , forced reps ,negative และอื่นๆอีกมากมาย แพลท เขามีวิธีพูด วิธีกระตุ้นให้ผมใช้แรงทั้งหมดออกมา จนผมต้องจดเป็นสถิติส่วนตัวไว้เลย เพราะวันนี้ผมยกน้ำหนัก 144 กก. ได้ 11 ครั้ง และใช้น้ำหนัก 184 กก.ได้ถึง 2 ครั้ง จากนั้นเราก็จบลงด้วยท่า INCLINE FLY
          ช่วงเย็นของวันอังคาร ผมไปเดินหาแชมป์คนอื่น ตามยิม แล้วก็เจอ เฟล็ก วีลเลอร์ พร้อมครูฝึกส่วนตัวคือ ชาร์ล กลาส ผมเข้าไปแนะนำตัว แต่เป็นเพราะ เขากำลังบริหารอย่างเข้มข้น และผมก็ไม่ได้นัดหมายเขาไว้ก่อนด้วย ดูแล้วจะเป็นการรบกวนเขา ผมจึงคุยได้สักพัก ก็ขอตัวกลับมาพักผ่อน วันพุธ ผมไปเที่ยวดูหนัง ทานอาหารกับช่างภาพของบริษัททั้งวัน
         วันพฤหัสช่วงสายๆ ทอมโทรมาชวนผมบริหารกล้ามปีก แต่ผมลุกแทบไม่ขึ้นเลย จึงต้องขอปฏิเสธไป ซึ่งทอมก็ไม่ว่าอะไร ตกเย็นๆผมไปเดินดูตามร้านขายอุปกรณ์ เครื่องออกกำลังกาย และเข้าไปร้าน Max Muscle ที่มี Gred Reid ซึ่งเป็นนักเพาะกายระดับนานาชาติ และเป็นผู้จัดการร้าน ที่มีอัธยาศัยดีมาก ดูแลอยู่ หลังจากได้แนะนำตัว เขาก็อภินันทนาการเสื้อของ Max รุ่นเดียวกับที่ผมกำลังใส่อยู่ มาหนึ่งชุด ผมก็ขอเขาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกมาด้วย
          วันศุกร์ เดฟ ฟิชเชอร์ กับซู ไพรซ์ ภรรยาของเขา มาเยี่ยมผมที่เวนิชนี่ด้วย เพราะเดฟเอง ก็เป็นผู้เขียนบทความ และตอบปัญหาในนิตยสารของเราด้วย ก็ต้องซี้กันเป็นธรรมดา เราพากันไปทานอาหาร แล้วก็เดินซื้อของกันตามร้านต่างๆ ในถนนสายหลักของเมือง จนกระทั่งเดฟกับซูไปแล้ว ผมกับตากล้อง จึงพากันกลับมาหาอะไรเย็นๆทานที่ Firehouse และแล้วผมก็ได้เห็นแกรี่ สไตรดอม ตัวจริง ที่ร้านนี้ด้วย โอ้..ผมชื่นชอบเขามานานแล้ว เราได้นั่งคุยกันสักพักหนึ่ง เขาก็สั่งอาหารมาทาน แต่ผมไม่ได้ทานด้วย เพราะพึ่งทานกับเดฟ และซูเมื่อไม่นานนี่เอง และแล้วสิ่งที่ผม และตากล้องเห็นมากับตา และนับว่า เป็นเรื่องที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ทั้งๆที่ผมเองก็เป็นนักเพาะกายเหมือนๆกับเขา แต่คุณจะไม่เชื่อสายตาเลยล่ะว่า แกรี่ ทานอาหารมาก มาก แล้วก็มากจริงๆ นี่อาจเป็นเคล็ดลับของเขาละกระมัง ที่ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งมนุษย์กล้ามเนื้อ ในวงการนี้ได้ยืนนาน 20 กว่าปีแล้ว




เดฟ และซู สองสามีภรรยานักเพาะกาย ลงทุนขับรถยนต์มาถึงที่นี่ เพื่อเยี่ยมผมโดยเฉพาะ

 


ถ่ายกับแกรี่ สไตรดอม หลังทานอาหารด้วยกัน

7 โมงเช้า และผมก็ไม่ต้องการพลาดเป็นครั้งที่สองแล้วด้วย ผมจะต้องเดินทางกลับในวันเสาร์ด้วยเครื่องบิน ก็เลยอยากจะเอาสภาพโทรมๆ หลังการบริหารอย่างหนักเกือบทุกวัน ไปให้ทางบ้านเห็นใจผมบ้างว่า ไม่ได้อยู่สุขสบายที่เวนิชนี่หรอก พรุ่งนี้ศึกหนักที่ผมต้องเจอก็คือ ทอม แพลท "The Ouadfather" (ทอม แพลท มีชื่อเสียงมาจากขนาดต้นขาเขา จึงมีการตั้งสมญานาม เอาคำว่า Quad ซึ่งแปลว่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ไปผสมกับคำว่า Father เลียนแบบหนังเจ้าพ่อเรื่อง The Godfather - webmaster)


ผมตื่นขึ้นมา พร้อมกับอาการท้องเสียในเช้าวันเสาร์ คงจะมีปัญหาเล็กน้อย กับอาหารที่สั่งมาทานบนห้อง แต่มันไม่ทำให้ผมต้องเปลี่ยนตาราง ที่จะต้องทำวันนี้ลงได้หรอก จากนั้นผมและตากล้อง ก็พากันขับรถไปที่โกลด์ยิม ซึ่งมีทอม แพลท รออยู่ก่อนแล้ว ทอม บอกผมว่า เขาได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า จึงจะไม่บริหารพร้อมผมในวันนี้ แต่เขาจะไม่ไปไหน จะคอยดูแลตอนผมบริหารเป็นอย่างดี เอื๊อก! ผู้ชายที่ได้ชื่อว่า นิยมความเจ็บปวดเวลาบริหาร เป็นอันดับต้นๆของโลก กำลังจะดูแลการฝึกของผม แล้วผมจะมีชีวิตรอดกลับบ้านหรือเปล่านี่

      เปาโล ,ฟรานคอส (สองผู้ช่วยฝึกของทอม) และผม วอร์มต้นขาด้วยท่า SQUATS โดยใช้น้ำหนักเบาสุดๆ แต่หลังจากนั้น.... ใช่แล้ว อย่างที่คาดไว้เลย ทอมให้ผมใช้น้ำหนัก ไต่จาก 61 กก. (135 ปอนด์) ไป 102 กก. (225 ปอนด์) ไป 143 กก. (315 ปอนด์) ไป 184 กก. (405 ปอนด์) ที่ผมจะต้องบริหารด้วยน้ำหนักทั้งหมด อย่างละ 10 ครั้งต่อหนึ่งเซท และแล้ว เข่าแทบอ่อน เมื่อทอมให้ผมใช้น้ำหนัก 207 กก. (455 ปอนด์) ทำ 10 ครั้ง ซึ่งผมต้องใช้ผ้าพันเข่าช่วยด้วย ไม่งั้นคงจบเห่ หลังจากทำเซทนี้เสร็จแล้ว ทอมให้ผม ลดน้ำหนักกลับไปใช้ 143 กก. (315 ปอนด์) อีกครั้ง ให้ทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องนับจำนวนครั้ง ผมทำไปได้ไม่นาน ก็ต้องหยุด เพราะลูกตาผม มันกำลังจะระเบิดออกมานอกเบ้าอยู่แล้ว
แค่นั้นยังไม่ทำร้ายจิตใจมากพอ เพราะผมรู้สึกอยากตาย ในทันทีที่ทอมพูดขึ้นว่า "เราจะต่อกันด้วยท่า "LEG CURL" ในเซทแรกๆของท่านี้ ผมบริหารโดยใช้ลูกน้ำหนัก ตามที่ผมจะสามารถบริหารได้ แต่เซทหลังๆ ในแต่ละเซทนั้น เมื่อบริหารตอนใกล้จะจบเซท ประมาณครั้งที่ 12 - 13 ทอมจะใช้มือเพิ่มแรงกดให้กับผม ผมไม่เคยเจออะไรที่ทรมานสุดๆ อย่างนี้ในชีวิตการเพาะกายของผมมาก่อนเลย กว่าจะจบแต่ละเซทลงได้ อย่างกับว่านาฬิกามันหยุดเดินอย่างนั้นแหละ ทำไมมันถึงได้ยาวนานนัก เมื่อบริหารหมดทุกท่าแล้ว ผู้ช่วยฝึกทั้งสองคนของทอม ต้องช่วยกันหิ้วปีกผมลงจากเครื่องบริหาร ผมคงจะเดินไม่ได้เป็นอาทิตย์ละมั้งเนี่ย (ขณะที่บทความนี้ของผม ตีพิมพ์ในนิตยสาร ผมสามารถบริหารด้วยท่า SQUATS โดยใช้น้ำหนักถึง 227 กก. (500 ปอนด์) เป็นจำนวน 12 ครั้งเลยทีเดียว ต้องขอขอบคุณย้อนหลังไปถึงทอม ที่ทำให้ผมค้นพบศักยภาพตัวเอง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ผมทำได้แค่ 143 กก. (315 ปอนด์) เท่านั้น)
เมื่อการบริหารทั้งหมดจบลง เราก็พากันมาทานอาหารที่ Firehouse อย่าเรียกว่ากินดีกว่า น่าจะเรียกว่าพายุถล่มร้านคงจะเข้าที เพราะผมทานเยอะมากๆ หลังจากนั้นก็ร่ำลากับทอม และผู้ช่วยฝึกทั้งสองคนคือ ฟรานคอส และเปาโล สำหรับทอม แพลท ผมถือได้ว่า เขาคือหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดในชิวิต ที่ผมได้เคยพบพานมา
ตกดึก ผมและตากล้อง นั่งเครื่องบินจากแคลิฟอร์เนีย ไปแวะเยี่ยมครอบครัวผมที่ดัลลัส ผมไปหลับต่อที่โตรอนโต ด้วยการเดินทางด้วยเที่ยวบินนี้ ทำให้ผมได้มีช่วงพักผ่อนที่สุดสบาย หลังจากต้องใช้ร่างกายอย่างหนัก ในการแสวงบุญที่เมกกะนักเพาะกายมาทั้งอาทิตย์ ทุกอย่างที่ผมหวังไว้ ก่อนที่จะไปเมกกะ ผมก็ได้รับมาครบถ้วนบริบูรณ์แล้่ว ไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่นิด และถ้ามีโอกาส ผมจะกลับไปเยี่ยมที่นั่นอีกครั้ง สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณเพื่อนแสนดีทุกๆคน ที่ผมเจอที่ Gold's Gym ที่ World Gym ที่ Powerhouse Gym และเพื่อนรักของผม ทอม แพลท และก็ไม่ลืม แกรี่ สไตรดอม ที่ให้เสื้อผ้ายี่ห้อคราซีแวร์ ที่เขาเป็นเจ้าของกิจการอยู่ มาให้กับผมไว้ใช้ด้วย 1 ชุด และท้ายสุดคือตากล้อง ที่ช่วยให้งานทุกอย่างสำเร็จลงได้ครับ
mecca5b.jpg

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

DUCATI DIAVEL (review) รีวิว ดูคาติ ทุกข้อมูลที่อยากรู้ แบบละเอียด พร้อมรูป ครับ

Ducati Diavel จักรยานยนต์พลังสูงทรงโหดจาก Ducati สำหรับนักบิดที่ชื่นชอบความท้าทายในการเดินทาง...

Ducati Diavel ถูกแสดงครั้งแรกในงาน มิลานอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ปี 2010 ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจกับรูปลักษณ์ใหม่กับนักบิดทั่วโลก และตอกย้ำความประทับใจด้วยรางวัลต่างๆ และเป็นหนึ่งในโมเดลที่มียอดขายสูงสุด Ducati Diavel สร้างปรากฏการณ์ในรูปแบบใหม่ในตลาดรถกลุ่ม Sport Cruiser ทั้งทางด้านดีไซน์ ด้านวิศวกรรม ความลงตัวของเทคโนโลยีและศิลป์ ถ่ายทอดความเร้าใจในประสิทธิภาพด้านการขับขี่ พลังเครื่องยนต์อันมหาศาล ทุกอย่างลงตัวอยู่ใน Diavel ตัวรถ Ducati Diavel ถูกออกแบบและผลิตขึ้นตามแนวคิดความลงตัวของน้ำหนักที่เบา ให้พลังสูง ควบคุมง่าย เป็นมิตรกับผู้ขับขี่ ด้วยความสะดวกสบาย ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยเช่นระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อกตายเมื่อใช้เบรกอย่างกะทันหันหรือแรงเกินไป ระบบ DTC หรือ Ducati Traction Control ช่วยผู้ขับขี่ควบคุมการถ่ายทอดกำลังผ่านล้อหลังอย่างมั่นใจ มั่นคงด้วยดีไซน์ ให้พลังเหลือเฟือจากเครื่องยนต์ 162 แรงม้ากับน้ำหนักตัว 207 กก. ยางหลังขนาด 240 มม. ซีรีส์ใหม่สำหรับเติมเต็มให้การขับขี่ในโค้งทำได้อย่างง่ายดาย เสริมบุคลิกความทันสมัย ด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอิเล็กทรอนิกส์มากมาย และสามารถต่อเติมไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ได้ตามใจจากอุปกรณ์เสริมของ Ducati Performance




Ducati Diavel มีให้เลือก 4 เวอร์ชั่นตั้งแต่เวอร์ชั่นมาตรฐาน ตามด้วย Diavel Carbon ซึ่งเพิ่มเติมลักษณะเฉพาะด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ หรือจะเลือกเวอร์ชั่นสไตล์หรูหรามีระดับกับ Diavel Cromo และพิเศษสุดกับเวอร์ชั่น Diavel AMG บรรจุชิ้นส่วนพิเศษจากสำนักแต่งชื่อดังก้องโลกอย่าง AMG




จินตนาการจากสัญชาตญาณดิบ
โปรเจกต์เริ่มต้นของ Diavel เริ่มต้นเมื่อนักออกแบบของ Ducati ใส่ความต้องการส่วนลึกในสัญชาตญาณดิบของตัวเองแล้ววาดมันลงในกระดาษ กับคำถาม "จะเกิดอะไรขึ้นถ้า" เรามีวิธีการสร้างรถมอเตอร์ไซค์ในฝัน ซึ่งพวกเราก็ได้สเกตช์มันออกมาในรถแบบ Long and Low “ความท้าทายในการสร้างเครื่องยนต์ที่แสดงให้เห็นพลังที่ดุดันน่าเกรงขาม กับให้พบความละเมียดละไมบนสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและผลสรุปที่ได้คือ ส่วนหน้าที่ดูแข็งแรงดุดัน” ทีมดีไซน์ผู้รับผิดชอบโครงการได้อธิบายถึงดีไซน์ของโปรเจกต์ Diavel ส่วนล้อหน้าจะต้องอยู่ชิดกับตัวรถ และทำให้ส่วนท้ายสั้นเหมือนรถสปอร์ต ซึ่งทำให้เราได้รถสไตล์ Muscular ที่กลมกลืนกับดีไซน์โครงสร้างเชสซีหลักที่เป็นเอกลักษณ์ของเราอย่างลงตัว หากการแสดงออกที่โกรธเกรี้ยวเป็นความน่าเกรงขามรุ่น Streetfighter การแสดงออกของ Diavel ก็คือท่าทางของความองอาจ และแสดงความมั่นใจที่เหนือกว่า ด้วยแผงหม้อน้ำระบายความร้อนเหมือนหน้าอกที่ผึ่งผายและช่วงไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ผสมกับเอวที่คอดกิ่ว (บริเวณเบาะนั่ง) รับแผงออยล์คูลเลอร์ด้านหน้าที่เหมือนกล้ามหน้าท้องที่แข็งแกร่งเสริมด้วย เส้นสายโครงร่างที่สวยงาม ยางหลังขนาด 240 มม. เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดประการหนึ่งสำหรับการออกแบบโดยไม่ยอมให้มันเป็นข้อจำกัดในการออกแบบ โดยทีม R&D พยายามที่จะหาหนทางที่จะใช้มันให้ได้แม้จะรู้ว่าภาพร่างที่เขาส่งให้จะสร้างแรงสะเทือนให้วงการมอเตอร์ไซค์ก็ตามที




ปรัชญาของ Ducati สำหรับการสร้างนวัตกรรมนั้นขยายขอบเขตของการออกแบบรถจักรยานยนต์ไห้ตื่นเต้นได้ตลอดมา และ Diavel คือ Ducati แท้ๆ ที่เกิดจากความต้องการออกแบบรถจักรยานยนต์เพื่อแสดงประสิทธิภาพความเป็น Ducati ในทุกๆ การตอบสนอง

ชื่อเรียกขานนาม "Diavel" คำว่า "Diavel" นั้นได้แรงบันดาลใจจากภาษาท้องถิ่น Bolognese ของอิตาลีมีความหมายเท่ากับคำว่า "Devil" หรือ "ปิศาจ" วันหนึ่งในช่วงแรกๆ ของการพัฒนารถ ระหว่างที่กลุ่มวิศวกรและดีไซเนอร์กำลังประกอบรถต้นแบบเต็มคันเป็นครั้งแรก ใครคนหนึ่งพูดขึ้นหลังจากที่เห็นภาพเงาดำจากด้านหลังของตัวรถด้วยสำเนียง Bolognese ว่า “Ignuràntcomm’ al diavel!” ซึ่งมีความหมายว่า "ปิศาจ มันดูเป็นปิศาจชัดๆ" ซึ่งเช่นเดียวกับที่มาของรถในตระกูล "Monster" เมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้ ชื่อ Diavel ยังคงถ่ายทอดวิธีการกำหนดนามเรียกขานแก่รถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ตามประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของโรงงาน ความสะดวกสบายทั้งผู้ขับขี่และซ้อนท้าย
เบาะนั่งของ Diavel เป็นแบบ Twin-Level ที่กว้างขวางนั่งสบายและได้รูปทรงที่สวยงามของเส้นสายเข้ากับตัวรถ และด้วยความสูงเบาะส่วนผู้ขับขี่ที่ 770 มม. เป็นหนึ่งในรถรุ่นที่มีเบาะนั่งต่ำที่สุดของ Ducati นอกจากเบาะนั่งแล้วในโครงสร้างหลักที่ต่ำและการปรับน้ำหนักให้อยู่ที่ 207 กก. (สำหรับเวอร์ชั่น Diavel Carbon) ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสความรู้สึกเต็มสองเท้า ด้วยท่าทางที่มั่นใจในการควบคุมรถ นอกจากได้ความสวยงามเข้ากับตัวรถแล้ว การถอดฝาครอบเบาะท้ายที่ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ยังทำได้อย่างง่ายดายยามมีผู้ซ้อนท้ายที่จะรู้สึกสบายจากพักเท้าหลังแบบ T-bar ที่ผลิตจากวัสดุอะลูมิเนียมอะโนไดซ์สีดำที่พับเก็บซ้อนได้ใต้ซับเฟรมหลัง พร้อมกลับหูจับท้ายใต้เบาะนั่งซึ่งเก็บซ้อนใต้เบาะและดึงได้ยามใช้งาน ช่วยให้ผู้ซ้อนท้ายมั่นใจมากขึ้นในการเดินทาง




ระบบส่องสว่าง
ชุดไฟหน้าของ Diavel แบบแยกส่วนไฟสูงไฟต่ำโคมสะท้อนแสงแบบมัลติรีเฟร็คเตอร์ พร้อมไฟแสดงตำแหน่งคาดกลางแบบ LED กรอบโคมไฟหน้าเป็นวัสดุอะลูมิเนียมทั้งชิ้น ให้แสงสว่างและมุมแสงที่มองเห็นได้ชัดตามมาตรฐานยุโรป ชุดไฟท้าย Diavel ใช้ไฟท้าย-ไฟเบรก-ไฟเลี้ยวแบบ LED สองแถวเรียงตัวในแนวดิ่งโค้งมนเข้ากับด้านท้ายตัวรถให้แสงสว่างและมุมมองตัดกับโทนดำของตัวรถทำให้รถอื่นๆ มองเห็นเด่นชัด และทำให้มุมมองด้านท้ายสวยงามโล่งโปร่งสายตา เช่นเดียวกับไฟเลี้ยวด้านหน้าถูกวางอยู่ริมขอบแผงหม้อน้ำทั้งสองข้างให้สัญญาณไฟเห็นเด่นชัดและเข้ารูปกับตัวรถ




ชุดแผ่นติดป้ายทะเบียนพร้อมไฟส่องป้ายฉีกแนว
อุปกรณ์ สำหรับติดแผ่นป้ายทะเบียนของ Diavel โดยโครงยึดแผ่นป้ายยึดติดปลายสุดของชุดสวิงอาร์ม ดีไซน์แบบเทรลลิสเฟรมรับกันอย่างลงตัวสะท้อนถึงความเป็นดูคาติ ส่วนตัวแท่นยึดแผ่นป้ายออกแบบให้เป็นบังโคลนล้อหลังรับกับขนาดยาง 240 มม. เสริมความงามด้วยชุดไฟส่องป้ายทะเบียนแบบ LED ที่เก็บซ้อนสายไฟมาเป็นอย่างดีเสริมสไตล์ของตัวรถให้ดุดันแบบ Dragster เต็มพิกัด




ถังน้ำมันและช่องดักอากาศ
ถังน้ำมันของ Diavel มีขนาดความจุ 17 ลิตร แสดงถึงสไตล์โดยรวมของตัวรถ เส้นสายแบบไร้รอยต่อของถังน้ำมันเริ่มต้นจากแผงไฟหน้าลาดยาวจรดเบาะนั่ง และซับเฟรมหลัง จุดเด่นอีกจุดหนึ่งคือหน้าจอแบบความละเอียดสูงที่ถูกติดตั้งอยู่บนส่วนบนของถังน้ำมัน ขณะเดียวกันด้านข้างซ้ายและขวาของตัวถังนั้นคือท่อดักอากาศขนาดใหญ่เพื่อส่งอากาศจำนวนมากเข้าสู่หม้อกรองอากาศเป็นช่องหายใจของเครื่องยนต์ Testastretta11° ให้กำลังขนาด 162 แรงม้าได้ทำงานตามหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่





อุปกรณ์ และการควบคุม
สัดส่วนของตัวรถเน้นการควบคุมรถที่ให้ความรู้สึกสะดวกสบายเป็น หลักแฮนเดิ้ลบาร์หน้า มุมวางแขนกว้าง มีมุมรับกับข้อมือและช่วงแขน ทำจากอะลูมิเนียมทรงโคนให้ช่วงการควบคุมสวิตช์ต่างๆ จากนิ้วมือได้อย่างดี มือเบรกและคลัตช์เป็นแบบไฮโดรลิกส์ชุดมาสเตอร์ของ Brembo ชุดกระจกส่องหลังเป็นอะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูป จัดวางในมุมที่ไม่บดบังทัศนวิสัยการขับขี่ด้านหน้า และมองเห็นได้รวดเร็วที่ด้านหลังสวิตช์ปุ่มควบคุมออกแบบให้กระชับมือให้ความ มั่นใจในการใช้งานและเรียนรู้ได้ง่ายโดยปุ่มแต่ละปุ่มจะมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม Engine On / Off, ปุ่มควบคุมไฟเลี้ยว ซ้าย-ขวา และปุ่มควบคุมโหมดการขับขี่ ทุกอย่างมีการใช้งานเด่นชัด ส่วนหน้าจอดิสเพลย์ แบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนของเรือนไมล์ และหน้าจอแสดงโหมดการขับขี่บนถังน้ำมัน โดยทั้งสองส่วนใช้โหมดแสดงผลแบบ TFT ให้ความคมชัดและสีสันถึง 16.7 ล้านสี โดยเฉพาะหน้าจอที่เรือนไมล์นั้นใช้เวลาละสายตาเพื่อดูหน้าจอระหว่างการ ขับขี่สั้นมาก สัญลักษณ์ต่างๆ เข้าใจง่าย




ลวดลายและสีสัน
Diavel จะมีสีดำไดมอนด์แบล็ค ซึ่งตัวเฟรมจะเป็นสีดำและใช้ล้อสีดำล้วน ส่วน Diavel Carbon Red จะเป็นเส้นแถบสีแดงบนถังน้ำมันและฝาครอบรุ่น โดยล้อจะเป็น Forged Aluminum สีดำกัดลายโชว์เนื้ออะลูมิเนียม เน้นเส้นสายเสริมความโดดเด่นบนตัวรถ ส่วน Diavel Cromo เน้นโทนสีเงิน-ดำ ชุดครอบถังน้ำมันสีเงินโลหะโลโก้ Ducati ย้อนประวัติศาสตร์ และรุ่น Diavel AMG นั้นเป็นเวอร์ชั่นพิเศษสร้างชิ้นส่วนพิเศษงานคาร์บอนไฟเบอร์จากสำนักแต่ง ชื่อก้องโลก AMG สีเฟรม "ไดมอนด์ ไวท์-ไบร์ท" ตัดโทนดำของตัวรถและล้อแม็กห้าก้านดีไซน์พิเศษ




ประสิทธิภาพจากเครื่องยนต์ Testastretta 11° พร้อมสำหรับอารมณ์ขับขี่สนุกและเดินทางไกล
หัวใจ สำคัญของ Diavel คือ เครื่องยนต์ Ducati Testastretta 11° ที่พัฒนาจากเครื่องยนต์ของ Superbike1198 โดยปรับปรุงให้ตอบสนองทุกการขับขี่ เป็นสมดุลที่ลงตัวระหว่างเครื่องยนต์สมรรถนะสูงและการขับขี่ที่สนุกสนาน ด้วยพลังขนาด 162 แรงม้าและแรงบิดขนาด 13 กม. โดยระบบ Testastretta 11° ใช้กลไกเปิด-ปิดวาล์วแบบ Desmodromic แต่ลดมุมโอเวอร์แล็ปจาก 41° เหลือ 11° ทำให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้นุ่มนวลเน้นกำลังแรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำ รอบกำลังบิดกว้างขึ้น และมีฟิลลิ่งการตอบสนองเครื่องจะควบคุมง่ายโดยเครื่องยนต์ชุดนี้ถูกพัฒนาใช้ครั้งแรกกับ Ducati Multistrada 1200 โดยปรับปรุงจากเครื่องยนต์ของ Superbike 1198 นอกจากนี้การใช้ระบบควบคุมลิ้นปีกผีเสื้อแบบ Ride By Wire หรือลิ้นปีกผีเสื้อที่ควบคุมด้วยระบบฟูลอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การตอบสนองเครื่องยนต์แม่นยำและช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดค่ามลพิษมากกว่า




ระบบคายไอเสียใช้ท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 58 มม. จัดวางการส่งต่อไอเสียแบบ 2-1-2 พร้อมระบบวาล์วควบคุมแรงดันไอเสียในท่อร่วมไอเสียทำให้การแรงดันของไอเสีย สมดุลกับรอบเครื่องยนต์ พร้อมด้วยระบบควบคุมไอเสียแคตตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ มาตรฐาน Euro 3 ด้านการระบายความร้อน Diavel ใช้ปั๊มน้ำระบายความร้อนขนาดใบพัด 64 มม. ช่วยเพิ่มอัตราไหลของระบบหล่อเย็นได้มากกว่าเดิมถึง 35% ในขณะใช้รอบสูง เมื่อรวมกับดีไซน์ชุดแผงหม้อน้ำที่ครอบด้วยชุดดักอากาศทำให้ อุณหภูมิเครื่องยนต์มีสภาพพร้อมให้ประสิทธิภาพสูงสุดได้ตลอดเวลา




ระบบเกียร์ของ Diavel ถูกออกแบบใหม่เพื่อรองรับการถ่ายทอดกำลังไปยังยางหลังขนาด 240 มม. โดยเฉพาะ ระบบตัดต่อกำลังเป็นคลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกันโดยมีสถานะเป็น Slipper คลัตช์ในตัว ซึ่งทำงานโดยแรงขับที่ส่งผ่านตัวชุดคลัตช์หากแรงกระทำเป็นแบบ Negative หรือแรงบิดย้อนกลับ (เช่นการลดเกียร์อย่างรวดเร็ว) มากเกินค่าหนึ่งตัวคลัตช์ก็จะลดแรงกดของสปริงกดคลัตช์เพื่อลดการส่งแรง กระชากที่เกิดกับล้อหลังให้น้อยลง และจะกลับมาเป็นปกติเมื่อกำลังที่ส่งผ่านชุดคลัตช์กลับมาเป็น Positive หรือเมื่ออัพเกียร์ใช้อัตราเร่ง, หรือเมื่อความเร็วเครื่องยนต์สมดุลกับอัตราทดปัจจุบัน และด้วยการปรับปรุงระบบการส่งกำลังดังกล่าวทำให้การตอบสนองต่อการขับขี่ได้ อย่างเฉียบคมแม่นยำและปลอดภัยต่อการใช้งานบนท้องถนน

ระยะการซ่อมบำรุงใหม่ที่ 24,000 กม.
ด้วยการปรับปรุงการออกแบบเครื่องยนต์ Testastretta 11° พร้อมคัดเลือกวัสดุคุณภาพสูงและเทคโนโลยีการผลิตระดับสูงทำให้ระยะการเข้ารับการบริการใหญ่ เช่นเข้าตรวจเช็กระยะห่างวาล์วไอดี-ไอเสียถูกยืดออกไปเป็น 24,000 กม.




เฟรมและโครงสร้างหลัก
ตัวเฟรมหลักของ Diavel ยังคงเอกลักษณ์แบบสเปซเฟรมแบบ Trellis Frame โดยมีการออกแบบเพิ่มขนาดท่อเฟรมโครโมลี่ ส่วนซับเฟรมท้ายเป็นอะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูป สามารถรองรับแรงบิดมหาศาลของเครื่องยนต์ได้อย่างดี น้ำหนักเบา กะทัดรัด, ด้านท้ายอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ เช่น แผ่นรองป้ายทะเบียนและบังโคลนล้อหลังและวัสดุภายในส่วนท้ายผลิตจากวัสดุ Complex Technopolymer คุณภาพสูง ส่วนสวิงอาร์มหลังแบบซิงเกิ้ลไซด์สวิงอาร์มเป็นอะลูมิเนียมฉีดขึ้นรูปให้ฟิลการขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยระยะฐานล้อ 1,590 มม. รองรับมุมเอียงเข้าโค้งได้ถึง 41° จากแนวดิ่ง




ระบบกันสะเทือน 
Diavel เบสเวอร์ชั่นจะมาพร้อมระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ (USD) ขนาด 50 มม. ของ Mazocchi สามารถปรับสปริงพรีโหลด - อัตรายุบตัวและคืนตัวได้อิสระ พร้อมกับชุดยึดแกนโช้คอัพด้านล่างแบบอะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปกับแกนแผงคอแบบ Triple-Clamp ตัวยึดแนวเฉียง ส่วนด้านบนแผงคอเป็นอะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูป ติดตั้งพร้อมชุดลดแรงสะเทือน Rubber-Mounted ที่ตุ๊กตาแฮนด์ ส่วนแฮนด์เป็นโลหะอะลูมิเนียมอัลลอยด์ท่อทรงโคน ชุดกันสะเทือนหน้าให้มุมชัน 28° และระยะเทลล้อที่ 130 มม. ระยะออฟเซ็ตแกนดุมล้อกับมุมชันตกกระทบที่ 24 มม. ให้มุมหักเลี้ยวซ้าย-ขวาด้านละ 35° (รวม 70°) ส่วน Diavel Carbon ใช้โช้คหน้ารุ่นเดียวกันแต่เคลือบสาร Low-Friction Diamond-Like Carbon (DLC) สีดำ

ระบบกันสะเทือนหลังทั้ง 2 เวอร์ชั่นใช้ของ Sachs ตัวกระบอกโช้คอัพวางแนวนอนใต้ส่วนท้ายห้องเกียร์ทำงานด้วยกระทบแรงแบบ ก้าวหน้าแบบ Pull-Rod Linkage กับซิงเกิ้ลไซด์สวิงอาร์ม ปรับตั้งอัตราหน่วงการยุบตัวและคืนตัวได้ ส่วนสปริงพรีโหลดสามารถปรับตั้งได้ด้วยมืออย่างง่ายดาย




ล้อ-ยาง
ล้อ ของ Diavel เป็นอะลูมิเนียมแบบ 14 ก้านขนาดล้อหน้า 3.5 x 17 นิ้ว ส่วนล้อหลังทรงเดียวกันเน้นความแข็งแรงทางโครงสร้าง น้ำหนักเบาขนาด 8 x 17 นิ้วส่วนรุ่น Diavel Carbon ใช้ล้อ Forged Aluminum จาก Marchesini ผลิตเป็นพิเศษด้วยการใช้เครื่องจักรมาแต่งลวดลายบนล้อให้ดูน่าสวยงามและมี น้ำหนักเบากว่าปกติ 2.5 กก. สำหรับยางทีมออกแบบและพัฒนา Diavel ได้ทำงานร่วมกับ Pirelli จนได้ยางซีรีส์ Diablo Rosso II โดยยางหน้าใช้ขนาด 120/70 17 ที่ดีไซน์มาเป็นพิเศษให้การเกาะถนนสูงสุดสำหรับถนนเปียก ส่วนยางหลังใช้ขนาด 240/45 17 ซึ่งเป็นยางแบบพิเศษที่สร้างขึ้นมาสำหรับ Diavel ช่วยให้การขับขี่สามารถได้อารมณ์ตอบสนองแบบสปอร์ตมากกว่าที่ใครจะคิด เนื้อยางจาก Pirelli โดยเฉพาะล้อหลังใช้เทคโนโลยีการออกแบบส่วนผสมแบบ Bi-Compund เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนมากที่สุดเมื่อเอียงรถเข้าโค้ง และมีอายุการใช้งานยาวนานรับกับแรงบิดแรงกระชากตัวของเครื่องยนต์ได้อย่างเหมาะสมด้วยเทคนิค (EPT) ให้หน้าสัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนนเป็นไปอย่างสมดุลทุกมุมเอียงของรถ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้งานในทุกสภาพอากาศโดยเฉพาะเมื่อถนนเปียกหรือขับขี่กลางฝน ในการออกแบบยางหลังให้กับ Diavel ชุดนี้วิศวกรของ Pirelli ต้องทำงานคู่ขนานไปกับการดีไซน์ตัวรถของทีมวิศวกรของ Ducati เพื่อโครงสร้างหลักและยางทำงานสอดคล้องกันได้อย่างลงตัวที่สุดจนอาจจะเรียก ได้ว่าเปลี่ยนกฎการออกแบบสำหรับรถคลาสนี้ไปเลย




ระบบเบรกหลัก Brembo + ABS ของ Bosch
ระบบเบรกหน้าของ Diavel ทุกเวอร์ชั่นใช้ปั๊มเบรก Brembo แบบ Monobloc แบบ 4 ลูกสูบเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมแม่ปั๊มเบรกแบบเรเดียลเมาท์ที่ออกแบบ เรือนกระปุกน้ำมันเบรกอะลูมิเนียมให้เสมือนเป็นชิ้นเดียวกันกับตัวแม่ปั๊ม ทำงานร่วมกับจานเบรกหน้าแบบทวินดิสก์ขนาดจาน 320 มม. แบบเซมิโฟล์ทติ้งดิสก์ ส่วนเบรกหลังใช้ขนาดจาน 265 มม. แม่ปั๊มหลักแบบ 2 ลูกสูบจาก Brembo เช่นกัน ในเวอร์ชั่น Diavel Carbon แผ่นยึดจานเบรกออกแบบเซาะร่องโชว์เนื้อโลหะตัดกับสีดำของแผ่นยึดจานเบรก เมื่อเทียบคุณภาพแล้วระบบเบรกของ Ducati Diavel ถือว่ามีมาตรฐานสูงสุดในตลาดเมื่อเทียบกับรถประเภทเดียวกัน ระบบ ABS ป้องกันล้อล็อกตายเป็นระบบใหม่ล่าสุดที่ Brembo และ Bosch ได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน เมื่อรวมกับการใช้ยางแบบเนื้อผสม Enhanced Patch Technology (EPT) จาก Pirelli แล้วทำให้ภาพรวมของระบบเบรกของ Diavel มีประสิทธิภาพสูงสุดเทียบเท่ากับรุ่นท็อปของ Ducati Superbike

เทคโนโลยีใน Ducati Diavel




1.แผงระบายความร้อนด้านข้างตัวรถ
เพื่อให้ตัวรถดูสะอาดตามากที่สุด การแก้ปัญหาโดยใช้เทคนิคชั้นสูงด้วยการออกแบบแผงระบายความร้อนไว้ที่ด้านข้างของตัวรถทั้งสองด้านพร้อมพัดลมระบายความร้อน โดยการดีไซน์แบบนี้จะใช้หลักอากาศพลศาสตร์มาช่วยดึงเอาความร้อนออกจากแผงหม้อน้ำขณะที่มีพัดลมไฟฟ้ามาช่วยทำงานในกรณีที่วิ่งความเร็วต่ำ ทั้งหมดนี้เป็นการผสานระหว่างรูปลักษณ์และประสิทธิภาพการใช้งานให้ได้ ประโยชน์สูงสุด




2.หน้าปัดแยกส่วนการแสดงผล
ผลงาน ระดับ Masterpiece ที่น่าทึ่งบน Ducati Diavel คือเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ LCD แบบแยกส่วนการแสดงข้อมูลโดยแบ่งตามลำดับความสำคัญต่อการขับขี่ โดยจอแสดงผลที่หน้าปัด จะแสดงสัญลักษณ์ไฟเตือนต่างๆ เช่น ไฟเลี้ยว, ไฟสูง, ไฟเตือนเครื่องยนต์ - น้ำมันเชื้อเพลิง - น้ำมันเครื่อง - แสดงเวลา - อุณหภูมิ ส่วนจอแสดงผลด้านล่างบนถังน้ำมันใช้เทคโนโลยี TFT (Thin Film Transistor ซึ่งเป็นเทคนิคของจอแสดงผลสำหรับโมบายโฟน และมอนิเตอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ) แสดงผลในโหมด 16.7 ล้านสี พร้อมปรับค่าความเข้มตามระดับแสงสว่างในขณะใช้งานโดยอัตโนมัติโดยการเปลี่ยนโทนสีของ Background เป็นสีขาวยามกลางวันและสีดำยามกลางคืนหรือแสงน้อย แสดงโหมดการขับขี่ที่เลือกไว้ พร้อมทั้งแสดงโหมดการทำงานของ ระบบ DTC และ Ride-by-Wire กรณีที่ผู้ใช้งานมีการปรับตั้ง ซึ่ง Diavel เป็นรถรุ่นแรกในโลกที่ใช้จอ TFT ในการแสดงผล




3.ระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์
ระบบกุญแจของ Diavelเ ป็นกุญแจอิเล็กทรอนิกส์เพียงผู้ขับขี่มีกุญแจและอยู่ใกล้ตัวรถในระยะ 2 เมตร ระบบในตัวรถเช็กรหัสกุญแจโดยอัตโนมัติ ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ตเครื่องและเปิดระบบฟังก์ชั่นต่างๆ บนตัวรถได้ การสตาร์ตเครื่องยนต์เพียงกดปุ่มบนกุญแจ ON กดสวิตช์แฮนด์ขวา (Ignition) ไปที่ตำแหน่ง ON และกดสตาร์ตเครื่องยนต์ กุญแจอิเล็กทรอนิกส์ภายในประกอบด้วยวงจรที่ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ ส่วนภายนอกตัวดอกตัวกุญแจเป็นแบบพับเก็บสำหรับเปิดฝาถังน้ำมันและเบาะนั่ง เมื่อต้องการจอดรถโดยให้ระบบล็อกรถทำงาน กดปุ่ม Ingition ในเป็น Off จากนั้นหักคอรถให้สุดด้านซ้ายหรือด้านขวา ตามด้วยการกดปุ่ม Ignition-Off ครั้งที่ 2 ระบบจะทำการล็อกคอให้อัตโนมัติ




4.ระบบ Ride-By-Wire(RbW)
ระบบ เปิด-ปิดลิ้นปีกผีเสื้อที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นส่วนที่เชื่อมการใช้คันเร่งของผู้ขับขี่กับเครื่องยนต์ โดยจะตอบสนองการทำงานกับคันเร่งและโหมดการขับขี่ (3 โหมด) ที่ผู้ขับขี่ได้เลือกไว้ ระบบ Ride-By-Wire จะไม่มีสายสลิงจากคันเร่งไปควบคุมลิ้นปีกผีเสื้อโดยตรงอีกต่อไป แต่จะส่งสัญญาณไปยังชุด ECU เพื่อประมวลผลและสั่งการเปิด-ปิดลิ้นปีกผีเสื้อในระดับที่เหมาะสมโดยตัวระบบ นี้มี Mapping แผนการทำงานล่วงหน้าอยู่ 3 แบบ เช่นโหมด Sport และโหมด Touring เครื่องยนต์จะให้แรงม้าเต็มที่ 162 แรงม้า และ 100 แรงม้าสำหรับการขับขี่ในโหมด Urban สำหรับการขับขี่ในเมืองหรือย่านจราจรหนาแน่น




5.โหมดการขับขี่ Riding Modes
เป็นนวัตกรรมล่าสุดของ Ducati ที่มีการนำโหมดการขับขี่มาให้ผู้ใช้ได้เลือกตามความเหมาะสมโดยเลือกได้ง่ายดายผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์ซ้าย โหมดการขับขี่ยังเป็นตัวประสานการทำงานกับระบบอื่นๆ อย่าง RbW และ DTC

โดย ระบบ RbW เป็นชุดแผนผังการทำงานรวมของระบบโดยรับข้อมูลจากระดับการเปิดปิดคันเร่งของ ผู้ขับขี่ ส่วนระบบ DTC จะมีระดับการทำงานทั้งหมด 8 ระดับเน้นการทำงานเพื่อป้องกันล้อหลังสไลด์จากการเปิดคันเร่งอย่างรุนแรง ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับการตอบสนองทั้ง RbW และ DTC ได้ทั้ง 3 โหมดการขับขี่ และบันทึกค่าต่างๆ เป็นค่าส่วนตัวตามความต้องการได้ ตัวเลือกโหมดการขับขี่มี 3 ทางเลือกต่อไปนี้

โหมด Sport
โหมด Sport เครื่องยนต์จะตอบสนองกำลังสูงสุดด้วยกำลังขนาด 162 แรงม้าผู้ขับขี่จะได้อารมณ์ของการเปิดสุดคันเร่งให้ความรู้สึกตอบสนองของ พลังจากเครื่องยนต์ Testastretta 11° อย่างเต็มที่ ในโหมดนี้ระบบ DTC เพื่อป้องกันล้อหลังหมุนฟรีจะทำงานเพียงในระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับค่ากำหนดเรื่องการยึดเกาะถนนของยางหลัง

โหมด Touring
ในโหมดการเดินทางไกลนี้เครื่องยนต์จะตอบสนองต่อคันเร่งด้วยกำลังสูงสุดที่ 162 แรงม้าเช่นกันกับโหมด Sport แต่ให้ฟิลลิ่งของการขับขี่ที่นุ่มนวลกว่า-ไหลลื่นและให้ความสะดวกสบายกับผู้ขับขี่ ตัวระบบ DTC จะปรับการทำงานไปที่ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับที่ให้ความปลอดภัยแต่ยังคงอารมณ์สนุกจากการเดินทางไกลได้ทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย

โหมด Urban
เป็นโหมดสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันเช่นการขับขี่ในเมือง หรือที่มีการจราจรพลุกพล่าน ซึ่งเน้นการขับขี่ที่คล่องตัวกำลังเครื่องยนต์ตอบสนองสมดุลด้วยแรงม้า 100 แรงม้า พร้อมกับระบบ DTC ที่เพิ่มระดับความปลอดภัยเป็นระดับ 5 รองรับการขับขี่แบบ หยุดๆ วิ่งๆ ในตัวเมืองต่างๆ ได้ดี




6.Ducati Traction Control (DTC)
ระบบ Ducati Traction Control หรือ DTC เป็นระบบสมองกลที่ฉลาดสุดๆ โดยจะทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวกลั่นกรองระหว่างอัตราการเปิดคันเร่งของผู้ขับขี่ และอัตราการตอบสนองของล้อหลังภายในเวลาเสี้ยววินาที ตัวระบบจะทำงานโดยการตรวจจับการหมุนของล้อ และตัดกำลังเครื่องยนต์หากกำลังที่ส่งผ่านไปยังล้อหลังนั้นเกินค่ากำหนด เรื่องการยึดเกาะของยางที่ตั้งระดับไว้ 8 ระดับซึ่งแต่ละระดับมี "ความไว" ในการตรวจจับการหมุนของล้อแตกต่างกันเช่น ในโหมด Sport ระดับ DTC จะอยู่ที่ระดับ 1 อันเป็นระดับที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถรับรู้ถึงประสิทธิภาพสูงสุดของยางในจังหวะที่เริ่มสไลด์ ส่วนระดับ 8 สูงสุดนั้นจะเน้นที่ความปลอดภัยเป็นหลักในทุกการขับขี่ เช่น การขับขี่ในเมือง หรือในถนนที่เปียกลื่น ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับตามระดับทักษะการขับขี่ของตัวเองได้ทั้ง 3 โหมด และยังสามารถเลือกปรับค่าได้ตามความต้องการนอกเหนือจากค่าปกติของโรงงาน ทั้งยังสามารถคืนค่าของโรงงานได้โดย ไปที่เมนู A เลือก ตัวเลือก "Default" ค่ามาตรฐานของโรงงานจะถูกเรียกกลับมา

Ducati Diavel ในเวอร์ชั่นต่างๆ




Diavel Carbon
น้ำหนักรถจะอยู่ที่ 207 กก. การดีไซน์เป็นการผสมผสานชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์กับแนวคิดการออกแบบดั้งเดิม ของ Diavel ชิ้นส่วนติดรถหลายชิ้นถูกปรับเปลี่ยนไปใช้วัสดุน้ำหนักเบาพร้อมลวดลายให้อารมณ์ Sport และ Style ของ Diavel แท้ๆ อย่างลงตัว Diavel เวอร์ชั่น Red Carbon ใช้ล้อ Forged Aluminum น้ำหนักเบากว่าปกติ 2.5 กก., ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์กับชุดครอบถังน้ำมัน ครอบเบาะท้าย บังโคลนหน้า, โช้คอัพหน้า Mazocchi เคลือบสารลดแรงเสียดทาน - สีดำ เข้าชุดกับคาร์บอนไฟเบอร์บนตัวรถ และจานดิสก์สีดำผิวโลหะสไตล์งานมิลลิ่งน้ำหนักเบา




Diavel AMG Special Edition
ในรุ่นท็อปสุดของตระกูล Diavel รุ่นที่เป็นการประสานงานดีไซน์ร่วมกันระหว่าง Ducati และ AMG ผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งชั้นนำของโลก ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับรถยนต์ Mercedes Benz การร่วมมือกันระหว่าง Ducati กับ AMG ทำให้ Diavel AMG ออกมาเป็นเวอร์ชั่นงานศิลปะอันน่าประทับใจในการผสมผสานสไตล์การออกแบบซึ่งกันและกันอย่างลงตัวด้วยสีสันโทน Diamond White Bright กับเฟรมสีขาว ตัววัสดุและอุปกรณ์ใน Diavel AMG นี้ใช้พื้นฐานของเวอร์ชั่น Diavel Carbon โดยจะโดดเด่นจากล้อเอกลักษณ์ของ AMG แบบ 5 ก้าน, ชุดคาร์บอนไฟเบอร์-อะลูมิเนียมครอบแผงหม้อน้ำ, ท่อไอเสีย AMG พร้อมแผงกันความร้อนคาร์บอนไฟเบอร์, เบาะนั่งลอนลูกคลื่นด้วยผ้าหุ้มเบาะแบบ Alcantara®., เครื่องยนต์มีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโดยปรับปรุงองศาแคมชาร์ฟโดยเป็นงานสร้างและปรับปรุงด้วยทีมเมคนานิคของ AMG โดยพวกเขามีปรัชญาในการทำงานที่เรียกว่า One-Man-One-Machine นั้นคือทีมแมคคานิคจะทำงานด้วยขั้นตอนที่เป็นเอกลักษณ์คือการมีแมคนิค 1 คนจะทำงานกับรถ 1 คันตั้งแต่ต้นกระบวนการจนจบการทำงาน เป็นการทำงานจากประสบการณ์ของแมคคานิคแต่ละค้น และรถทุกคนก็จะจารึกชื่อเมคนิคที่ดูแลรถคันนั้นเอาไว้ที่ด้านซ้ายของตัวเคส และรถทุกคันในเวอร์ชั่นนี้จะมีหลายเลขเฉพาะเรียงลำดับประดับอยู่บนถังน้ำมัน.